เหตุผลที่ต้องซื้อหุ้น APPLE ในช่วงวิกฤติไวรัส

ผลกระทบเศรษฐกิจหลายระลอกของ COVID-19 Global Supply Chain การเดินทาง การขนส่ง และกิจกรรมในระบบทุนนิยมสะดุดหยุดอยู่
February 13, 2020

ถ้านับตั้งแต่เกิดไวรัส COVID-19 ระบาดมานี้ หุ้น Apple ยังขึ้นมาตลอดจากราคาสองร้อยปลายๆ ไปจนถึง 328 แม้จะลงมานิดหน่อยเมื่อคืนนี้ (13 ก.พ. 63) ที่ 325 เหรียญฯ

 

ทั้งๆ ที่นักลงทุนก็รู้ว่า Smartphone ในตลาดจีนขายตกไปกว่า 50% ในช่วงไตรมาสแรก ซึ่ง iPhone ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะตลาดจีนถือเป็นตลาดที่ iPhone ขายดีที่สุด ยังไม่นับ Wearable Products ของ Apple ที่ก็ขายดีมากที่นั่นเช่นเดียวกัน

อีกทั้ง Foxconn ซัพพลายเออร์รายใหญ่สุดของ Apple ก็ต้องปิดโรงงานชั่วคราว และหุ้นของ Foxconn เอง ก็ตกไปแล้วเกือบ 15% ตั้งแต่ COVID-19 ระบาด

นักลงทุนรู้อะไรดีๆ มาหรือเปล่า ถึงยังมั่นใจกับอนาคตของ Apple และยังทยอยซื้อหุ้นกันอยู่ แม้จะแพงขึ้นมาถึงเพียงนี้แล้ว (นับแค่ 6 เดือนที่ผ่านมา หุ้น Apple ไต่ขึ้นมาตลอดจากราคาเพียง 200 เหรียญฯ)

 

CarKey

แน่นอน!

 

เท่าที่เราติดตามดู ก็เห็นว่าระยะนี้ Apple เร่งปล่อยข่าวดีหลายตัวที่ช่วยให้นักลงทุนเล็งเห็นการเติบโตในอนาคตของ Apple

 

อย่างล่าสุด iOS 13.4 เวอร์ชันใหม่นี้ เราเห็นอย่างน้อยหนึ่งฟังก์ชั่นใหม่คือ “CarKey”

 

CarKey จะช่วยให้ iPhone และ Apple Watch ทุกตัว สามารถสตาร์ทรถ ล็อกรถ และเปิดล็อกรถได้เอง โดยรถคันนั้นต้องติดตั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า NFC หรือ Near Field Communications

 

ง่ายขึ้นแยะ ใช่มั้ย!

 

เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ Biometric หรือพาสเวิร์ดแบบเดิม เช่นลายนิ้วมือหรือหน้าตา เพราะเราสามารถควบคุมรถผ่านแอปได้ โดยจะเซ็ตให้เปิด/ปิด/สตาร์ท โดยอัตโนมัติ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ เลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องควัก iPhone หรือ Apple Watch ขึ้นมากดหรือส่อง

 

Apple ยังคงเน้นไปที่ User Experience ให้ผู้ใช้ “ง่าย” และ “สะดวก”
คง “ได้ใจ” ลูกค้าอีกแยะ

 

iPhone 12

ไม่เพียงเท่านั้น iPhone 12 ที่กำลังจะ Launch ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ (ตอนแรกกะไว้ว่าเป็นเดือนกันยายน 2563) นักวิเคราะห์ก็ล้วนคาดกันว่าจะ “ระเบิดเถิดเทิง”

 

เพราะมันจะรองรับ 5G และโครงสร้างพื้นฐานของ 5G ก็เริ่มทยอยสร้างเสร็จแล้วในย่านสำคัญๆ ทั่วโลก

 

เร็วๆ นี้ ก่อน COVID-19 จะระบาด ก็มีข่าวว่า Apple เพิ่งแจ้งซัพพลายเออร์ทุกรายทั่วโลกว่าได้ปรับประมาณการใหม่ ให้ทุกรายผลิตเพื่อรองรับดีมานด์ที่คาดว่าจะมีถึง 100 ล้านเครื่อง (จากเดิม Apple ประเมินไว้เพียง 80 ล้านเครื่อง)

 

หัวใจสำคัญของ iPhone 12 คือชิปที่เรียกว่า “A14” ซึ่งบางแค่ 5 Nanometer เท่านั้น

 

ผู้ผลิตชิปอันนี้ให้กับ Apple คือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ซึ่งถึงแม้จะมีโรงงานใหญ่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้ แต่ก็มีโรงงานหลักกระจายอยู่ในไต้หวัน และยังมีบางโรงอยู่ในสิงคโปร์และสหรัฐฯ อีกด้วย

 

Apple กับซัพพลายเออร์ทั่วโลก คงจะมี Backup Plan สำหรับวิกฤติครั้งนี้แล้วว่ายังไงๆ ต้องไม่กระทบกับแผนการเดิมของ iPhone12

 

ยังไงๆ เราก็อ่านว่า ถ้าจะให้แอปเปิลเลือกระหว่าง การทำกำไรให้สูงสุดในไตรมาสแรกและสอง กับการออก iPhone12 ให้สำเร็จให้ได้ เราคิดว่า Apple คงจะเลือกอย่างหลังมากกว่า…นั่นหมายความว่า ถ้าสถานการณ์ไวรัสยังแก้ไขไม่ตก ผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปีอาจไม่เข้าเป้า และราคาหุ้นแอปเปิลอาจจะไม่ดีมากในช่วงสั้นนี้ (ซึ่งก็น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับการเข้าซื้อ) แต่เมื่อ iPhone12 ออกวางตลาดสำเร็จแล้ว อนาคตย่อมจะสดใสขึ้น

 

อย่าลืมว่า เจ้าของสมาร์ตโฟนทุกเครื่องบนโลกนี้ ต้องทยอยเปลี่ยนเครื่องของตัวให้เป็นเครื่องที่รองรับระบบ 5G ซึ่งถือเป็นไฟท์บังคับอยู่แล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะเครื่องที่ใช้อยู่ทุกวันนี้มันจะไม่รองรับ 5G

 

2FA

 

 

อีกเรื่องนึงคือข้อเสนอของ Apple สำหรับมาตรฐานใหม่ของ 2FA หรือ Two-Factor Authentication

 

2FA เป็นมาตรฐานความปลอดภัยที่นิยมใช้กันมาก ในการยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน โดยการยืนยัน 2 ครั้ง เช่นครั้งแรกอาจให้ยืนยันโดย User Name คู่กับ Password และย้ำด้วยโค๊ดตัวเลข+ตัวอักษร ซึ่งจะใช้ได้ครั้งเดียว (ตามเวลาที่กำหนด) ที่ส่งมาให้ทางเมล์หรือ SMS

 

แนะนำได้เลยว่า 2FA เป็น Best Practice แล้วในตอนนี้ ถ้าใครใช้แอปที่เกี่ยวกับเงินทองหรือทรัพย์สิน เช่นบัญชีธนาคาร หรือโบรกเกอร์หุ้น ที่ไม่มี 2FA ควรเปลี่ยนไปใช้เจ้าที่เขามีเถอะ ปลอดภัยกว่า

 

แต่ 2FA ปัจจุบันก็ยังใช้ยากอยู่ คนอายุมากหรือไม่เก่งเล่นมือถือและคอมฯ บางทีก็รู้สึกว่ายุ่งยากเกินไป เพราะไหนจะเข้าแอป ไหนจะเปิดอีเมลหรือ SMS แล้วนำรหัสมากรอก

 

Apple เลยเสนอตัวทำให้ง่ายขึ้น โดยมัดเว็บไว้กับรหัสที่จะได้มาทาง SMS หรืออีเมลนั้นเลย

 

ดังนั้น เมื่อผู้ใช้ต้องการเข้าสู่บัญชี เขาก็จะได้รับคำถาม Pop-up ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เพื่อขออนุญาตให้ผ่านได้ และเมื่อกด “Yes” มันก็จะผ่านเข้าไปให้ในขั้นตอนเดียวนี้เลย

 

แต่ถ้า URL ของเว็บเบราว์เซอร์นั้น ไม่ตรงกับข้อมูลที่แนบมากับรหัสของ 2FA ที่ส่งเป็นข้อความมา เครื่องก็จะปฏิเสธทันที

 

นับว่าสะดวกดีมากกว่าเดิม

 

นั่นแล่ะ Apple…เป็น Apple ที่อยากให้ผู้ใช้สะดวกที่สุด

 

เราคิดว่าข้อเสนอนี้น่าจะสำเร็จ เพราะตอนนี้วิศวกรของกูเกิ้ลเองก็ออกมาสนับสนุน ซึ่งบริษัทอื่นๆ ก็น่าจะเห็นดีด้วย

 

AR Glass

 

 

เห็นว่าบริการนี้จะเริ่มให้ใช้ช่วงปลายปี

 

อีกเรื่องนึงเพิ่งระแคะมาเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เอง คือ Apple เพิ่งไปขอจดสิทธิบัตรบางตัวที่น่าจะเป็นสัญญาณว่าโปรดักใหม่ ซึ่งเป็น Breakthrough Product ใกล้จะลงตัวแล้ว

 

เมื่อพูดถึง Apple คนทั่วไปยังคิดว่ารายได้หลักมาจาก iPhone แต่จริงๆ แล้ว ในรอบหลายปีมานี้ Apple ยังขายสินค้าประเภท Wearable Consumer Electronic ได้ไม่น้อย

 

ตั้งแต่ปี 2015 Apple Watch ขายไปแล้วกว่า 50 ล้านเครื่อง และปี 2019 เพียงปีเดียว AirPods ก็ขายไปแล้วกว่า 60 ล้านคู่ นับเป็นสินค้ายอดฮิตของ Apple ที่น่าจับตา

 

และสินค้า Wearable อีกตัวนึงที่ทุกคนรอคอยก็คือ AR Glass (Augmented Reality Glass) หรือ Smart Glass แว่นอัจฉริยะ ซึ่ง Apple ซุ่มพัฒนามานานแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ฤกษ์ทำให้มันใหญ่โตซะที ทั้งๆ ที่ค่ายอื่นเริ่มทำโปรดักของตัวเองออกมากันหลายเวอร์ชันแล้ว

 

แต่สิทธิบัตรที่ Apple เพิ่งจดนี้ บอกให้เรารู้ว่า Apple น่าจะหาขายสำคัญให้กับ AR Glass ของตัวเองได้สำเร็จแล้ว รอแต่เพียงผลิตออกวางจำหน่ายจริงเท่านั้น ซึ่งอาจต้องรออีกสักปีหรือสองปี

 

สิทธิบัตรที่ว่าคือ “Finger Device” หรือที่เรียกโดยหน่วยงานสิทธิบัตรสหรัฐฯ ว่า “Computer System with Finger Devices” (โปรดดูรูป filing ประกอบ)

 

มันคือ User Interface ที่อาศัยครอบนิ้ว โดยติดเซนเซอร์ไว้ในนั้น เพื่อให้สามารถใช้การเคลื่อนไหวของนิ้วควบคุมคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน และคงจะใช้สัญญาณสั่นเบาๆ เป็นฟีดแบค และสัญญาณเตือน

 

หมายความว่า แว่นตา AR Glass ของ Apple จะสามารถสั่งการผ่านครอบนิ้ว ซึ่งทำงานเหมือนเมาส์ โดยสั่งการไปที่แว่น ว่าให้เปิดอีเมล ดาวน์โหลดไฟล์ เปิดคลิป เข้าแอป เข้าเว็บ เข้าโซเชียล ฯลฯ
อันที่จริง AR Glass คือแว่นที่เราสวมใส่นี่แล่ะ แต่แทนที่จะใช้เลนส์ธรรมดา มันก็ทำหน้าที่เป็นจอคอมพิวเตอร์ โดยขาแว่นข้างนึงฝังไมโครโฟนไว้ และขาแว่นอีกข้างนึงฝังลำโพงไว้ รวมทั้งชิปและเซนเซอร์และเสาอากาศด้วย ดังนั้น มันจึงสามารถสร้างภาพ Graphic สร้าง Computer Vision ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ต่างๆ ทับลงไปบนสิ่งที่เราเห็นจากแว่นปกติอีกชั้นหนึ่ง
พูดง่ายๆ คือ เมื่อเราใส่แว่นอันนี้ ก็คือเราสวมคอมพิวเตอร์ลงไปบนหน้าเรานั่นแล่ะ เพียงแต่รูปร่างหน้าตามันเหมือนแว่นสายตาธรรมดา

 

อย่างถ้าเราใส่แว่นนี้อ่านหนังสืออยู่ในร้านกาแฟ เราก็สามารถรับอีเมลได้ เพราะอีเมลจะมาปรากฏอยู่บนแว่นให้เราเห็นเลย โดยที่เราไม่ต้องละสายตาจากหนังสือ แล้วหยิบมือถือมาเช็กอยู่ตลอดเวลา

 

ปัญหาสำคัญในตอนนี้คือ แว่นเหล่านี้ต้องสั่งงานโดยใช้เสียง ดังนั้น มันจึงดูเหมือนคุณกำลังพูดคนเดียวเมื่อต้องสั่งงานมัน และมันก็จะรบกวนคนอื่น ถ้ามีคนอยู่ใกล้

 

ลองจินตนาการดูว่าถ้าในร้านกาแฟนั้นมีคนจำนวนมาก ล้วนสวมแว่นชนิดนี้ ท่องเว็บกันอยู่ มันคงโกลาหลน่าดู เมื่อทุกคนสั่งให้แว่นทำงาน

 

ดังนั้น การที่ Apple จะใช้ครอบนิ้วเป็น User Interface แบบใหม่แทนเสียง (หรืออาจให้ใช้ร่วมกับเสียง) ย่อมเป็นเรื่อง “โป๊ะเชะ” หรือ Breakthrough

 

เราเชื่อมั่นอยู่แล้วว่า Apple เป็นบริษัทที่เน้นการดีไซน์ผลิตภัณฑ์ให้สวย เรียบง่าย และเน้นการใช้งานที่สะดวก ไม่ติดขัด

 

เมื่อเจอเทคโนโลยีที่ “ใช่” แล้ว ก็เหลือแต่เพียงว่า “เมื่อไหร่” เท่านั้น

 

เราคิดว่า AR Glass จะเป็นโปรดักฮิตอีกตัวหนึ่งของ Apple ในอนาคต

 

ปัจจุบัน Market Cap ของ Apple ทะลุ 1.2 ล้านล้านเหรียญฯ แล้ว หากได้โปรดักฮิตอีกสักตัวสองตัว อย่าง iPhone 12 และ AR Glass ที่ว่านี้ Market Cap ของ Apple คงจะทะลุ 2 ล้านล้านเหรียญฯ ได้ไม่ยาก

 

ปีสองปีข้างหน้านี้ น่าจะเป็นปีของ Apple

 

ยิ่งราคาหุ้นคาดว่าจะปรับตัวลงมาอีก อันเนื่องมาแต่ความกลัวการระบาดของไวรัสทั่วโลกและผลกระทบระยะสั้นต่อรายได้ หุ้น Aplle ยิ่งน่าสนใจ

 

น่าจะเป็นโอกาสดีให้กับนักลงทุนได้เข้าถือหุ้นของ Apple เพื่อหวังผลตอบแทนในระยะยาว

 


 

เขียนโดย GoSoWealth

14 ก.พ. 2563

 

Messenger