ONE BELT ONE ROAD ของอาณาจักรโรมัน

พลิกวิกฤติไวรัสเป็นโอกาสในการท่องเที่ยว และ UBER+HYUNDAI AIR TAXI
February 2, 2020
ONE BELT ONE ROAD ของจักรวรรดิอังกฤษ
February 4, 2020

อันว่า “จักรวรรดิ” อันยิ่งใหญ่นั้น สำคัญที่สุดคือต้องสร้างเครือข่ายคมนาคมและสื่อสารเป็นของตนเอง โดยมีเมืองหลวงของตัวเป็นศูนย์บัญชาการ เพื่อดูดซับทรัพยากร อาหาร แร่ธาตุและสินค้าฟุ่มเฟือย จากเครือข่ายเข้ามาใช้ในการบริโภคและการผลิต ในขณะเดียวกันก็ส่งอำนาจออกไปสยบและปกครองเพื่อเก็บส่วยสาอากรภาษี ตลอดจนส่งสินค้าและบริการออกไปขายหรือแลกเปลี่ยน เพื่อนำกำไรและทรัพยากรส่วนเกินกลับเข้ามาที่ศูนย์กลาง หรือนำกลับไปลงทุนในเครือข่ายอาณานิคมเพื่อหวังผลที่จะเก็บเกี่ยวส่วนเกินเอาในอนาคต

 

ด้วยโครงสร้างการจัดการแบบนี้ “จักรวรรดิ” ย่อมสามารถขยายตัว ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตีกินพื้นที่ห่างไกลออกไปจากศูนย์กลางยิ่งขึ้นๆ …จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง เมื่อขยายมากเข้าๆ จนเกินตัว ศัตรูก็จะมาก ปัญหาทุกด้านย่อมตามมา ศูนย์กลางจะแบกรับภาระต่างๆ ไม่ไหวอีกต่อไป

 

จักรวรรดิจึงถึงคราวเสื่อม และเมื่อต้องปะทะกันเอง หรือปะทะกับคู่แข่งขันรุ่นใหม่ๆ จักรวรรดิก็อาจจะล่มสลายลงได้

 

จักรวรรดิกรีกโบราณที่อเล็กซานเดอร์มหาราชสร้างขึ้น จักรวรรดิเปอร์เซีย จักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิเขมรสมัยพระนครหลวง จักรวรรดิอังกฤษ จักรวรรดิฝรั่งเศส จักรวรรดิโซเวียต ซึ่งเคยยิ่งใหญ่ในอดีต ล้วนตกอยู่ในวงจรดังว่า

 

หรือแม้กระทั่งจักรวรรดิอเมริกัน ซึ่งยิ่งใหญ่มากมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงจนถึงบัดนี้ ก็กำลังจะแบกรับภาระหนี้สินไม่ไหว และอยู่ในช่วงขาลง

 

จีนในยุคสีจิ้นผิงนี้เท่านั้น ที่ยังนับว่ามีความมั่นใจในตัวเองแบบสุดขีด อย่างที่โลกไม่ได้เห็นความมั่นใจในระดับนี้จากจีนมานาน ถึงกับประกาศตัวเป็นจักรวรรดิ ด้วยนโยบาย One Belt One Road ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Belt And Road Initiative ตามที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

 

อันว่านโยบายการสร้าง Super Highway ทั้งทางน้ำและทางบกทำนองนี้ หากเรามองย้อนกลับไปในอดีตกาลของอารยธรรมโลก มันล้วนเป็นนโยบายของ “จักรวรรดิ” ทั้งสิ้น

 

บันทึกของผมชุดนี้ ไม่คิดจะเขียนเรื่องเครียด เพียงอยากแสดงให้เห็นถึง One Belt One Road ของบรรดาจักรวรรดิสำคัญๆ ซึ่งเคยยิ่งใหญ่มากในอดีต

 

อย่างน้อย ท่านผู้อ่านอาจได้ประโยชน์ในเชิงประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์และการเมืองของโลกบ้าง แต่ผมตั้งใจจะให้เป็นคู่มือการท่องเที่ยวยุคใหม่ สำหรับผู้มีรสนิยมทางนี้ เป็นหลัก

 

ทว่าก่อนอื่น ก่อนที่จะโชว์ให้เห็นถึง One Belt One Road ของจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) ที่เรียกกันว่า “Roman Road” ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไว้สักนิดหนึ่งว่า จักรวรรดิอันยิ่งใหญ่หลายแห่งในอดีต เมื่อมีปัญหา ก็มักสร้าง “กำแพง”
เพื่อกั้นหรือแบ่งแยกระหว่าง “พวกเรา” กับ “พวกเขา” หรือ “พวกกู” กับ “พวกมึง”

 

ไม่ต่างจากความคิดของโดแนลด์ ทรัมป์ ผู้นำแห่งจักรวรรดิอเมริกันคนปัจจุบัน ที่คิดสร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนเม็กซิโก

 

 

จิ๋นซีอ๋องเคยสร้างกำแพงเมืองจีนมาก่อนเพื่อต้านพวกมองโกลจากทุ่งหญ้าภาคเหนือ และจักรพรรดิเฮเดรียน (Hadrian) ก็เคยสร้างกำแพงบนเกาะอังกฤษ เพื่อปกป้องพรมแดนของโรมันตลอดแนวแม่น้ำ Tyne จนต่อมาอีก 20 ปี กองทัพโรมัน ยึดพื้นที่เพิ่มและขยายพรมแดนออกไปจนถึง Firth of Forth จนต้องสร้างกำแพง Antonine Wall เพิ่มขึ้นอีกชั้นนึง

 

สตาลินก็เคยสั่งให้สร้างกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall) ให้เป็นสัญลักษณ์ของการกั้นกลางระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองสองขั้ว เช่นเดียวกับ Long Walls ของกรุงเอเธนส์เมื่อครั้งกระโน้น

 

อุตส่าห์ลงทุน ลงแรง ลงทรัพยากร เสียเงินเสียทอง และสังเวยชีวิตคนงานและทาสกันอย่างมากมายมหาศาล

 

ทว่าบัดนี้ กำแพงเหล่านั้น ล้วนหมดความหมาย กลับกลายเป็นแต่เพียง Land Mark ให้บรรดานักท่องเที่ยวไว้ปักหมุดเล่น

 

Roman Road หรือ One Belt One Road ของจักรวรรดิโรมัน ก็เช่นเดียวกัน วันหนึ่งมันก็หมดความหมายลง กลายเป็นแต่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวหรือพื้นที่ค้นคว้าสำหรับนักโบราณคดี ทั้งๆ ที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของจักรวรรดิโรมันอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร อย่างยากที่จักรวรรดิใดในประวัติศาสตร์โลกจะเทียบเทียมได้ เลยทีเดียว

 

Roman Road เป็นเครือข่ายซูเปอร์ไฮเวย์ยุคแรกของโลกที่ชาวโรมันสร้างขึ้นจากการนำหินก้อนใหญ่ๆ ซึ่งตัดขนาดมาอย่างมาตรฐานแล้ว มาเรียงและอัดเป็นถนนถาวร ที่เชื่อมโยงเมืองสำคัญๆ ของอาณาจักรโรมันในยุโรป

 

และเมื่อประกอบเข้ากับเส้นทางเดินเรือของตัวเอง (และเชื่อมเข้ากับเส้นทางของกองคาราวานสินค้าของชนชาติอื่นด้วย) แล้วก็ทำให้เครือข่ายขยายสู่ทวีปอาฟริกา อาราเบีย เอเชียน้อย เอเชียกลาง ตลอดจนถึงจีนและอินเดีย

 

แรกเริ่มเดิมที Roman Road สร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ทางด้านสงคราม เพื่อให้เป็นเส้นทางเดินทัพ และส่งกำลังบำรุง ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายข่าวสารการทหารด้วยม้าเร็วและนักวิ่งฝีเท้าจัด (คล้ายๆ กับเครือข่ายดาวเทียมหรืออินเทอร์เน็ตในสมัยนี้) จึงต้องสร้างให้แข็งแรงด้วยหลักวิศวกรรมอันก้าวหน้าในสมัยนั้น เพื่อให้สามารถเดินทัพจำนวนมาก พร้อมอาวุธหนัก ด้วยเวลาอันรวดเร็ว กองทัพโรมันจึงเป็นกองทัพอันทรงประสิทธิภาพ ไปถึงไหนพิชิตถึงนั่น

 

ผนวกเอาดินแดนอิตาลีทั้งมวล ก่อนจะยึดซิซิลี คาร์เธจ (ปัจจุบันคือแถบตูนีเซีย) และชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนแถบแอฟริกาเหนือทั้งหมด (รวมถึงอียิปต์) แล้วก็สเปน แล้วก็เข้ายึดกรีซ เอเชียไมเนอร์ (ตุรกีและอนาโตเลียในปัจจุบัน) ฟินิเซีย (ปาเลสไตน์ในปัจจุบัน) ซีเรีย และในยุคของนายพลจูเลียส ซีซ่าร์ อันโด่งดัง ก็ได้เข้ายึดกอล (Gaul หรือฝรั่งเศสในปัจจุบัน) สำเร็จ อีกทั้งยังส่งพลขึ้นบกเข้ายึดหัวหาดบนเกาะอังกฤษเป็นครั้งแรก

 

แม้จะสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ทางทหารในเบื้องแรก ทว่า Roman Road ก็ได้กลายเป็นเส้นทางการค้าหลักของจักรวรรดิ

 

คำว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” นั้นเป็นเรื่องจริง เพราะโรมเป็นศูนย์กลางความเจริญและการค้า มีคนกว่าล้านคนมาแล้วในยุคก่อนคริสตกาล จึงต้องการทรัพยากรมาก

 

 

โรมนำเข้าอาหาร ข้าวโพด หนังสัตว์ นอแรด งาช้าง กระดองเต่า หินอ่อน และทาส จากแอฟริกา ไวน์ ผลไม้ ทองเหลือง สัมฤทธิ์ และหินอ่อน จากกรีซ แก้ว สีย้อมผ้า ไม้ซีดาและน้ำมันไม้ซีดา จากซีเรีย เครื่องเทศ น้ำหอม เครื่องหอม และทองคำ จากอาราเบีย (เข้าใจว่าผ่านคาราวานอูฐที่นำมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง) ไม้เนื้อแข็ง ทองแดง เหล็ก ทองคำและเงิน จากสเปน ขนสัตว์ พลอย เหล็ก และทาส จากเยอรมันตอนใต้ (ซึ่งเชื่อมกับกองคาราวานจากยุโรปตะวันออกอีกทอดหนึ่งด้วย) เช่นเดียวกับอังกฤษ ที่โรมได้เหล็ก ดีบุก ตะกั่ว วัว หนังสัตว์ เนื้อปลาวาฬ และทาส โดยหอยนางรมสดจาก Rutupiae (Riehborough) นับเป็นของดีของแพง ที่บรรดาผู้ดีโรมชื่นชอบกันนัก

 

เหล่านี้ล้วนขนส่งผ่านเครือข่ายของ Roman Road ทั้งสิ้น

 

ท่านผู้อ่านที่เคยไปเที่ยว FORUM ย่อมต้องเคยเห็น “Golden Milestone” (Milliarium Aureum) ที่จักรพรรดออกุสตุส (หลานของจูเลียสซีซาร์ จักรพรรดิองค์แรกของ Roman Empire หลังยุค Roman Republic) โปรดให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางของถนนทุกสาย คือถ้าจะวัดระยะก็ต้องนับจากตรงนี้เป็นหมุดหมายกลาง คล้ายๆ กับอนุสาวรีชัยสมรภูมิของเราที่ใช้เป็นตัววัดหมุดหมายของไฮเวย์สายเหนือ (พหลโยธิน) หรือวงเวียนใหญ่กับไฮเวย์สายใต้ (เพชรเกษม) เพียงแต่ของเขาใช้เป็นหมุดหมายของไฮเวย์ทุกสายที่ออกจาก (และมุ่งสู่) โรม

 

เรียกว่าเป็นแกนกลางของ One Belt One Road ในสมัยโน้น นั่นเอง

 

 

THE APPIAN WAY หรือ VIA APPIA คือไฮเวย์สายแรก ที่ผมเชื่อว่าพวกเราซึ่งเคยไปเที่ยวโรมย่อมต้องไปดูกันมาแล้ว

 

สายนี้สร้างขึ้นเมื่อ 312 B.C. มุ่งลงใต้ (สมัยนั้นอารยธรรมและความเจริญของโลกในสายตาชาวโรมันยังอยู่ทางใต้ของอิตาลี เพราะเป็นตัวเชื่อมกับเอเชียซึ่งมีอารยธรรมสูง) ผ่าน Capua สู่ Reggio และ Brindisi

 

จาก Reggio กองเรือโรมันสามารถแล่นข้ามไป Messina ในซิซิลีได้ง่าย และต่อไปยังคาร์เธจ อเล็กซานเดรีย (สมัยนั้นเป็นเมืองท่าค้าขายที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในเขตเมดิเตอร์เรเนียน) แล้วเชื่อมกับกองคาราวานที่มาจากซีเรียและอาราเบียที่นั่น

 

จาก Brindisi กองเรือโรมันแล่นข้ามทะเลแอนเดรียติกไปสู่มาเซโดเนียซึ่งเชื่อมกับกรีซทั้งปวง และจากตรงนั้นก็สามารถเคลื่อนคาราวานสู่คอนสแตนติโนเปิ้ล (สมัยโน้นยังเรียกว่า Byzantium) แล้วต่อไปยังเอเชียน้อยและซีเรีย

 

ไฮเวย์สายเหนือเรียกว่า VIA AURELIA ออกจากโรม เลียบชายฝั่งสู่ปิซ่า และต่อมาขยายไปสู่เยนัวและนีส (Nice) จากนีสก็เชื่อมกับเส้นทางย่อยในเขตทางใต้ของฝรั่งเศสปัจจุบันเช่น Arles, Nimes และ Narboone เป็นต้น แล้วค่อยหักลงใต้ผ่านเทือกเขาพิเรนีส์ (Pyrenees) เข้าสู่สเปน แล้วเลียบชายฝั่งตะวันออกของสเปนไปจนถึงวาเลนเซียและปากแม่น้ำจูการ์ (Jucar) แล้วค่อยเลี้ยวเข้าอนุทวีป ข้ามภูเขาเลียบแม่น้ำสู่เมืองเซวิล (Seville) ทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก…นับว่าเป็นสายที่ยาวมาก

 

ส่วนสายอีสานเรียกว่า VIA FLAMINIA เพราะออกจากโรมที่ Porta Flaminia และข้ามแม่น้ำไทเบอร์โดยสะพาน Milvian Bridge มุ่งสู่อีสานผ่าน Perugia ข้ามเทือกเขา Apennine ลงสู่เมืองท่า Fano ณ ฝั่งทะเลแอนเดรียติก แล้วค่อยเลียบชายฝั่งสู่ Rimini

 

ต่อมามีการต่อขยาย (ถนนใหม่นี้ชื่อ VIA AEMILIAN) เพื่อเชื่อมเมืองสำคัญในอิตาลีภาคเหนือทั้งหมด (สมัยนั้นยังเรียกว่า Cisalpine Gaul) คือโบโลนญ่า โมเดนา พาร์ม่า วิเชนซ่า ตูริน และมิลาน

 

จากมิลาน ถนนจะแยกเป็นทางสองแพร่ง สายแรกข้ามเทือกเขาแอลป์สู่กอล (ฝรั่งเศส) และโรนวัลเล่ย์ (Rhone Valley) ซึ่งมีศูนย์กลางที่ลียง (Lyons) สายที่สองข้ามแอลป์สู่สวิตเซอร์แลนด์ที่เมือง Helvetia

 

จากลียง ถนนก็แยกอีกเป็นสามแพร่งหลัก โดยสายแรกมุ่งลงใต้สู่แถบที่เรียกว่า Rhone Delta แล้วค่อยแยกไปสู่มักเซย (Marseilles) สายนึง และไปสู่บอร์โด (Bordeaux) และชายฝั่งแอตแลนติกอีกสายหนึ่ง

 

ส่วนสายที่สองจากลียง มุ่งตะวันออกเฉียงเหนือผ่านเบอร์กันดี ข้ามเข้าเยอรมัน สู่เมืองเมทส์ (Mainz) และโคโลญ (Cologne: อันที่จริงชื่อเมืองนี้ในภาษาอังกฤษคือ Colony ซึ่งมีความหมายว่าอาณานิคมของโรมันนั่นเอง) แล้วค่อยเลียบแม่น้ำไรน์สู่เมือง Leyden ในเนเธอแลนด์ปัจจุบัน

 

สายที่สามจากลียง มุ่งสู่ทิศเหนือ ทางลุ่มน้ำมาร์น (Marne) ผ่านเมืองสำคัญอย่าง Chalons, Rheims และ Amiens เพื่อมุ่งสู่ Boulogne และจากท่านั้น ก็ค่อยข้ามช่องแคบเข้าสู่เกาะอังกฤษ

 

 

บนเกาะอังกฤษสมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของโรมนั้น ชาวโรมันก็ได้สร้างเครือข่ายไฮเวย์อย่างดีไว้หลายสาย เช่น Watling Street เชื่อม London กับ St. Albans และต่อไปยัง Wroxeter ซึ่งเป็นค่ายทหารสำคัญของกองทัพโรมัน (Fourteenth Legion) อยู่ใกล้กับ Shrewsbury และ Stone Street ที่มุ่งลงใต้สู่ Chichester (ซึ่งเป็นจุดขึ้นฝั่งจากช่องแคบ คล้ายกับ Dover ในปัจจุบัน) เป็นต้น

 

นอกจากนั้นยังมี Fosse Way ระหว่าง Somerset ไป Bath แล้วค่อยต่อไปยัง Lincoln และ Icknield Street จาก Gloucester สู่ Doncaster และ Ermine Street จาก Colchester ใน Essex ไป Lincoln แล้วค่อยต่อไปยัง Doncaster, York, และCarlisle

 

เมื่อโรมันได้อียิปต์มาเป็นเมืองขึ้นแล้ว ก็สามารถติดต่อค้าขายกับอินเดียได้ง่ายขึ้น เพราะใช้กองเรือแล่นออกจาก Myos Hermos เมืองท่าในทะเลแดง แล่นเลียบชายฝั่งอารเบียสู่มหาสมุทรอินเดียอีกทอดหนึ่ง และจากอินเดีย ชาวโรมันก็คงได้สินค้าจากอุษาคเนย์ที่รวมสินค้าไทยเข้าไปด้วย เพราะอินเดียคือศูนย์กลางการค้าของแถบนี้ทั้งหมดในสมัยนั้น

 

นั่นคือ One Belt One Road ของจักรวรรดิโรมัน ซึ่งจะเห็นว่ายิ่งใหญ่และครอบคลุมมากในสมัยโบราณ

 

เอาเป็นว่า ผมจะไม่เขียนแผนที่ประกอบให้น๊ะครับ เพราะท่านผู้อ่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google Map ได้ง่ายๆ แล้วค่อยวางแผนเอาเองว่าจะไปเที่ยวยังถนนสายใดก่อน

 


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

Messenger