ONE BELT ONE ROAD ของจักรวรรดิอังกฤษ

ONE BELT ONE ROAD ของอาณาจักรโรมัน
February 4, 2020
กว่าจะมาเป็น ONE BELT ONE ROAD ของโปรตุเกส
February 4, 2020

ในบรรดาจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ของโลกเท่าที่เคยมีมา “จักรวรรดิอังกฤษ” หรือ “British Empire” น่าจะเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

หลังจากทยอยคว่ำจักรวรรดิสเปน โปรตุเกส ฮอลันดา และฝรั่งเศสได้แล้ว ดินแดนของจักรวรรดิอังกฤษในสมัยที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูสุดขีดนั้น ครอบคลุมไปทุกทวีปและอนุทวีปทั่วทั้งโลก เป็นดินแดนซึ่ง “พระอาทิตย์ไม่เคยอัสดง” ที่แท้จริง

ทั้งๆ ที่ดินแดนและประชากรของประเทศอังกฤษมีเพียงไม่ถึง 1% ของโลก ทว่าควบคุมการค้า การเงิน และการผลิตเกือบหนึ่งในสี่ของโลก

 

ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิอังกฤษนั้น เป็นผลมาจากปัจจัยภายในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรืออันยิ่งใหญ่เกรียงไกรซึ่งครอบครองเป็นใหญ่ในน่านน้ำและเส้นทางคมนาคมสำคัญๆ ของโลก เพราะตราบใด Royal Navy สามารถควบคุมน่านน้ำได้ การส่งแสนยานุภาพทางทหารไปทั่วโลกผ่านเมืองท่าต่างๆ ของจักรวรรดิย่อมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จ อีกทั้งการคุ้มครองกองเรือพาณิชย์และเรือขนส่งย่อมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

 

อีกทั้งปัจจัยของการปฏิวัติอุตสาหกรรม การจัดระบบเศรษฐกิจภายในและระหว่างอังกฤษกับอาณานิคม ระบบการปกครองที่อาศัยรัฐสภาเป็นแกนกลางของการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ของประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือระบบการศึกษาของอังกฤษเอง ที่สร้างบุคลากรและชนชั้นผู้นำระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่องในแทบทุกวงการ

 

ระบบการศึกษาของอังกฤษนั้นเน้นการสร้างอุปนิสัยที่ดีให้เด็ก เน้นความสามัคคี อดทน เข้มแข็ง และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคโดยง่าย โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมที่ให้การศึกษากับลูกหลานของชนชั้นปกครอง ซึ่งเรียกว่า Public School นั้น เน้นให้เด็กมีอุปนิสัยในแบบที่เรียกว่า “British Gentlemen” เป็นหลักใหญ่

 

 

ส่วนการศึกษาในระดับสูงขึ้นไปอย่างมหาวิทยาลัย นอกจากจะสอนวิชาการในแต่ละแขนงแล้ว ก็ยังเน้นไปในด้าน Classic โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรีกกับโรมัน

 

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะอังกฤษต้องการศึกษาและสอดแทรกให้เห็นถึงอารยธรรมสมัยเก่าและข้อดีข้อเสียของจักรวรรดิโบราณ ซึ่งความรู้เหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างและปกครองจักรวรรดิของตนเอง

 

ลูกหลานผู้ดีอังกฤษที่เป็นชนชั้นปกครองนั้น เมื่อจบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว ก่อนจะเริ่มชีวิตการทำงานของตน ย่อมต้องออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วภาคพื้นยุโรปสักรอบหนึ่งก่อน (เรียกว่า “Grand Tour” ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไปที่อิตาลีและกรุงโรม เพื่อดูและซึมซาบให้เห็นกับตาและใจตนเองเสียก่อน ถึงซากอารยธรรมสองกระแส สองสมัย ที่เคยร่ำเรียนมาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย นั่นคือ Renaissance อย่างหนึ่ง และ Roman Empire อีกอย่างหนึ่ง

 

และเนื่องจากดินแดนของจักรวรรดิอังกฤษนั้นกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลก ไม่ได้เป็นผืนดินต่อเนื่องกัน จึงจำเป็นต้องมีซูปเปอร์ไฮเวย์หรือ “One Belt One Road” (OBOR) ของจักรวรรดิ ที่มีศูนย์กลางในแต่ละแห่งเป็นเมืองที่อยู่ในอาณาของอังกฤษแต่ผู้เดียว เพื่อประโยชน์ของการค้าขายและระดมพลหรือส่งกำลังบำรุงในกรณีที่ดินแดนแห่งใดแห่งหนึ่งในอาณาของตัวเองถูกโจมตี

 

 

บทความนี้จะพยายามวาดเส้นทาง One Belt One Road ของจักรวรรดิอังกฤษในสมัยรุ่งเรืองให้ผู้อ่านได้เห็น เผื่อถ้าใครสนใจจะไปเยือนสถานที่นั้นๆ ให้เห็นกับตาก็จะได้ใช้ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นคู่มือ

 

One Belt One Road ของจักรวรรดิอังกฤษสมัยโน้น ไม่เหมือน OBOR ของจีนสมัยสีจิ้งผิงนี้ ที่กุดอยู่เพียงแอฟริกาและยุโรปเท่านั้น ไม่สามารถย่างกรายข้ามไปสู่ทวีปอเมริกาได้ เพราะเกรงใจอเมริกัน ทว่าของอังกฤษสมัยโน้น โยงใยเป็นเครือข่ายไปรอบโลก เพราะแม้ว่าในยุคที่จักรวรรดิอังกฤษรุ่งเรืองถึงขีดสุดคือในสมัยวิคตอเรียน (Victorian Era) นั้น สหรัฐอเมริกาจะประกาศตัวเป็นเอกราชไปนานแล้ว แต่อังกฤษก็ยังมีแคนาดาที่ครอบคลุมอาณาเขตตั้งแต่มหาสมุทรแอตแลนติดไปจนถึงแปซิฟิกเช่นเดียวกัน และยังมีหมู่เกาะในแคริเบียนและนอกชายฝั่งอาเจนตินาอีกบางแห่งเป็นฐานทัพและสถานีการค้า

 

เกาะอังกฤษสมัยที่ยังเป็นศูนย์กลางของ British Empire นั้นก็เหมือนกับกรุงโรมในยุครุ่งเรือง ที่ต้องนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบ ตลอดจนแรงงาน ทุน และสินค้าฟุ่มเฟือยทั้งหลายทั้งปวง เข้าไปบริโภคและผลิตยังประเทศและโรงงานของตน โดยมีสินค้าสำเร็จรูปที่เพิ่มมูลค่าแล้วหลายร้อยเท่าตัว ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นสินค้าส่งออกไปยังอาณานิคมและตลาดโลก เพื่อสร้างและสะสมความมั่งคั่งและกำไรส่วนเกินให้กับจักรวรรดิ

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนขนส่งผ่านทางซูเปอร์ไฮเวย์ของจักรวรรดิทั้งสิ้น รวมทั้งการติดต่อสื่อสารที่สมัยนั้นส่วนใหญ่อยู่ในรูปของ “เมล์ด่วน” (เส้นทางสาย All Red Route) และต่อมาก็เป็น “โทรเลขข้ามทวีป” (เส้นทางสาย All Red Line) ซึ่งเปรียบเสมือนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของจักรวรรดิ ก็ล้วนแต่ต้องผ่านเมืองท่าและเมืองสำคัญต่างๆ ตามรายทาง OBOR ของจักรวรรดิทั้งสิ้น

 

ก่อนที่จะพิจารณาเส้นทางและเมืองสำคัญในเส้นทาง OBOR ของจักรวรรดิอังกฤษ ผมอยากให้ท่านผู้อ่านได้เห็นถึงแหล่งของสินค้าและวัตถุดิบสำคัญๆ ตลอดจนเส้นทางการค้าภายในจักรวรรดิอังกฤษและระหว่างอังกฤษกับโลกแบบคร่าวๆเสียก่อน

 

ทุกอย่างน่าจะต้องเริ่มจากอาหาร เพราะอังกฤษเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ผลิตอาหารไม่ได้ทุกอย่างและไม่เพียงพอกับการบริโภคอันฟุ่มเฟือยในยุครุ่งเรืองสุดขีด ดังนั้นจึงต้องฝากท้องไว้กับอาณานิคมและต่างประเทศที่อุดมสมบูรณ์กว่า

 

จำพวกเนื้อสัตว์ อังกฤษเลี้ยงวัวเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะได้เองแต่ก็ไม่เคยพอ จึงต้องนำเข้าวัวและเนื้อวัวจากสหรัฐฯ (โดยมามาจากรัฐมอนทานา โคโรราโด และเท็กซัส) แคนาดา (โดยมากมาจากเขตอัลเบอร์ต้า และมินิโทบา) และอาเจนตินาเป็นหลัก ส่วนเนื้อแกะแช่แข็ง (ห้องเย็นและการแช่แข็งถือเป็นนวัตกรรมในสมัยนั้น ช่วยให้การขนส่งอาหารสดจากที่ไกลๆ เป็นไปได้) ก็นำมาจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอาเจนตินา เช่นกัน

 

ส่วนไข่ไก่ นม และเนยแข็ง อังกฤษอาศัยผลิตภัณฑ์จากเดนมาร์ก ฮอล์แลนด์ ฝรั่งเศส และรัสเซีย (ไข่ไก่ส่วนมากนำเข้าจากรัสเซียและเดนมาร์ก)

 

เนื้อปลา อาศัยจากแหล่งจับปลาในทะเลเหนือ (ทั้งตามชายฝั่งอังกฤษและนอร์เวย์) เพราะเป็นย่านน้ำเย็นและอุดมไปด้วยปลากค็อด (Cod) แฮริ่ง (Herring) และแซลมอน (Salmon) และแหล่งใหญ่ที่สุดในโลกขณะนั้นคือแถบ Newfoundland, Nova Scotia และ New Brunswick ในแคนาดา (ปัจจุบันเป็นเขตต่อระหว่างรัฐเมนของสหรัฐฯ กับแคนาดา) ซึ่งอุดมไปด้วยปลาค็อด และขึ้นไปทางเหนืออีกนิดก็จะมีแฮริ่งและแม็คเคอเรล (Mackerel) ด้วย

 

ส่วนปลาสเตอร์เจียน (Sturgeon ซึ่งคนนิยมกินไข่ของมันที่เรียกว่า “คาเวียร์”) นั้น อังกฤษนำเข้าจากรัสเซียเป็นหลัก (จับจากแม่น้ำโวลก้าและทะเลสาบแคสเปียน) และหอยนางรม ก็นำเข้าจากฮอล์แลนด์

 

อังกฤษพึ่งคาร์โบไฮเดรตจากสหรัฐฯ แคนาดา และรัสเซีย เป็นหลัก ด้วยการนำเข้าข้าวสาลีและธัญพืชที่จำเป็น

 

ใบชา ซึ่งอังกฤษดื่มมากเป็นพิเศษเพราะถือเป็นเครื่องดื่มอันจำเป็นของทุกชนชั้น อังกฤษต้องนำไปจากจีน อินเดีย และศรีลังกา รวมถึงไม้สักที่ถูกตัดเป็นท่อนซุง อังกฤษก็นำไปจากแถบนี้ ที่รวมถึงพม่าและจากภาคเหนือของไทย ส่วนไม้ชนิดอื่น อังกฤษก็นำไปจากนอร์เวย์และฟินแลนด์ เพื่อนำไปผลิตกระดาษ

 

 

กาแฟ ไปจากเยเมน บราซิล และหมู่เกาะใน West Indies (จาไมก้าและเบอร์มิวด้า ควบคุมโดยอังกฤษและเป็นฐานทัพและสถานีแวะเติมเชื้อเพลิงสำหรับเรือรบ) เช่นเดียวกับโคคา (โกโก้) ที่อังกฤษนำไปจากอเมริกาใต้และเอเชีย เช่น เอกวาดอร์ เวเนซูเอล่า บราซิล เม็กซิโก รวมถึง ศรีลังกา และอินโดนีเชีย (เกาะชะวา) ด้วย ส่วนน้ำตาลนั้น อังกฤษนำไปจากบราซิล จีน และหมู่เกาะ West Indies เช่นกัน

 

นอกจากอาหาร อังกฤษยังนำเข้าขนสัตว์และฝ้าย ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของโรงงานทอผ้าในแถบแมนเชสเตอร์ ที่สมัยนั้นเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม Textile และเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก เป็นอุตสาหกรรมที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของอังกฤษและสร้างความมั่งคั่งให้กับจักรวรรดิเป็นอันดับต้นๆ

 

อังกฤษนำขนแกะไปจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาร์เจนตินา เยอรมัน (แถบไซลีเซียซึ่งตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์) และแอฟริกาใต้ และขนแพะ ก็นำไปจากแคชเมียร์ (ในอินเดียแถบเทือกเขาหิมาลัย) ทิเบต และเปรู

 

ส่วนผ้าไหมหรือใยไหมนั้น อังกฤษนำไปจากจีน ญี่ปุ่น อินเดีย อิตาลี กรีซ ตุรกี และแถบทางใต้ของฝรั่งเศส

 

ฝ้าย ถือเป็นวัตถุดิบที่อังกฤษนำเข้าเป็นอันดับสองรองจากข้าวสาลี โดยนำไปจากสหรัฐฯ บราซิล (ซึ่งส่วนใหญ่มาจากแรงงานทาส) อินเดีย และอียิปต์ เช่นเดียวกับยาสูบ ซึ่งเกือบทั้งหมดนำไปจากสหรัฐฯ

 

ถ่านหินและแร่ธาตุหลายชนิด อังกฤษก็นำไปจากสหรัฐฯ ส่วนเหล็ก วูลแฟลม ดีบุก สังกะสี นั้นได้จากออสเตรเลีย แอฟริกา และมาลายา (รวมถึงดีบุกที่ได้จากเหมืองทางภาคใต้ของไทย ที่ขายผ่านตลาดสิงคโปร์ ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของมาลายา)

 

เพชรและทองคำ อังกฤษได้จากแอฟริกา (และต่อมาก็ออสเตรเลียด้วย) ส่วนยางพารานั้น ตอนแรกอังกฤษได้จากบราซิล แต่ต่อมาอังกฤษนำเอาต้นยางจากป่าอเมซอนมาปลูกที่มาลายา และพัฒนาจนกลายเป็นแหล่งปลูกยางใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งตอนหลังก็ลามเข้ามาในเขตภาคใต้ของไทย (และอีสานในปัจจุบัน) ด้วย

 

สมัยโน้น อังกฤษต่อเรือมากกว่าใครทั้งสิ้น ทั้งเรือรบ เรือโดยสาร และเรือสินค้า ซึ่งกองเรือเหล่านี้แหล่ะ ที่เป็นเครื่องมือสำคัญของจักรวรรดิ ทั้งในแง่การทหาร การสงคราม การตีเมืองขึ้น การขยายอาณาเขต การปกครอง การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร และการเศรษฐกิจของจักรวรรดิอังกฤษ

 

และเส้นทางที่เรือเหล่านี้ครอบครองท้องน้ำอยู่ทั่วโลกนั่นแหล่ะ คือ “One Belt One Road” ของ British Empire

 

เราอาจมอง OBOR ของจักรวรรดิอังกฤษได้หลายยุค (แต่ละยุคก็แยกย่อยออกเป็นเส้นหลักๆ ที่ผ่านเมืองท่าซึ่งอังกฤษควบคุมเต็มอำนาจ และเส้นรองหลายเส้นทางที่อาจต้องผ่านดินแดนของคนอื่นบ้าง) ตั้งแต่ยุคก่อนคลองสุเอซ ยุคหลังคลองสุเอซ (All Red Route) ยุคโครงข่ายสายเคเบิ้ลใต้น้ำ (All Red Line) และยุคเรือบิน (Imperial Airship Scheme)

 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าสมบัติที่อังกฤษภูมิใจกับมันและหวงแหนที่สุดในจักรวรรดิคือ “อินเดีย”

 

อินเดียถือเป็น “เพชรกลางมงกุฎ” ของจักรวรรดิอังกฤษ ดังนั้น กลยุทธ์ OBOR ของจักรวรรดิจึงต้องเกี่ยวข้องกับอินเดียเป็นหลัก

 

การเดินทางจากอังกฤษถึงอินเดีย (ฐานหลักของอังกฤษในอินเดียทางตะวันออกคือมัทราช และต่อมาก็กัลกัตตา โดยทางตะวันตกคือบอมเบย์ และก่อนหน้านี้คือสุรัต โดยมีศรีลังกาอยู่ตรงปลายสุดของอินเดียซึ่งก็เป็นของอังกฤษเช่นกัน) และจากอินเดียกลับอังกฤษ ไปมาอย่างสะดวกด้วยเส้นทางสองสายหลักด้วยกัน คือเส้นหนึ่งแวะมัสกัส (ปัจจุบันอยู่ในประเทศโอมาน) เพื่อนำสินค้าจากอารเบียและ เปอร์เชีย แล้วอ้อมกลับออกมาที่เมืองท่าเอเดนที่อังกฤษควบคุมอยู่ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเยเมน) มุ่งสู่ทะเลแดง แล้วถ่ายสินค้าหรือผู้โดยสารขึ้นบก (หรือบางทีก็ยกเรือขึ้นบกด้วย) เพื่อไปลงน้ำอีกทีที่แม่น้ำไนล์แถวไคโร (อังกฤษเข้ายึดครองอียิปต์และซูดานในปี 1882 หลังจากเกิดกรณีคลองซูเอซและก็สร้างฐานทัพย่อยไว้ที่นั่นต่อมาจนหลังสงครามโลก) แล้วแล่นออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แวะที่ไซปรัส มอลต้า (ทั้งสองเกาะเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ) ยิปรอลต้า (อังกฤษยึดยิปรอลต้าในปี 1704 ท่านผู้อ่านที่เคยไปเที่ยวที่นั่นคงเห็นว่าเมืองนี้สร้างตรงฐานของหินก้อนยักษ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของที่นั่น และฐานทัพของอังกฤษที่นั่นก็แน่นหนา ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ควบคุมการเข้าออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางด้านแอตแลนติกนี้) แล้วค่อยออกมหาสมุทรแอตแลนติก และจากยิปรอลต้าไปอังกฤษโดยเรือกลไฟจะใช้เวลาประมาณ 4 วัน ก็ถึงเมืองท่าปอร์ทสมัท (Portsmouth) หรือเซาท์แทมตัน (Southampton)

 

อีกเส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือเดิมที่วาสโกดากามาค้นพบ คือต้องแล่นเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮ๊ป ที่ซึ่งมหาสมุทรแอตแลนติกต่อกับมหาสมุทรอินเดีย แล้วแล่นเลาะแนวชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก จนกระทั่งถึงอินเดีย

 

ระหว่างเส้นทางนี้ มีเมืองขึ้น ฐานทัพและสถานีพักเรือ (ต่อมาเป็นสถานีเติมถ่านหินและน้ำมันตามการพัฒนาของเครื่องจักรเดินเรือ) ของอังกฤษมากมาย ตั้งแต่ยิปรอลต้า มาสู่ Sierra Leone ซึ่งเมืองท่าสำคัญที่อังกฤษสร้างขึ้น (อังกฤษยึดไว้ตั้งแต่ปี 1787) และเป็นเมืองหลวงด้วยคือ Free Town แล้วค่อยมาแวะที่เกาะ Ascension ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์แวะพักของกองกำลังแอฟริกันของกองทัพอังกฤษ (British African Squadron) แล้วค่อมาถึงเกาะ Saint Helena ณ เมืองท่า Jamestown (ที่ซึ่งอังกฤษจับจักรพรรดินโปเลียนไปคุมขังอยู่จนสวรรคต) แล้วมุ่งใต้เลียบชายฝั่งอัฟกาตะวันตกลงมาจนถึง Cape Town หรือไม่ก็ Port Elizabeth เมืองท่าสำคัญของ Cape Colony (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศแอฟริกาใต้) เมืองขึ้นสำคัญที่สุดของอังกฤษในแอฟริกาสมัยนั้น เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เรือจากยุโรปต้องผ่านเข้ามหาสมุทรอินเดีย ณ ย่านนี้

 

หลังจากนั้น เรือจะแล่นขึ้นเหนือเลียบชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกและอาจจะแวะที่แซนซิบาร์ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศแทนซาเนีย) ก่อนแวะเอเดน มัสกัส และบอมเบย์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “มุมไบ”) ศรีลังกา และกัลกัตตา ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East Indies) ในที่สุด

 

ผมเคยศึกษาชีวประวัติของฮีโร่อังกฤษ 2 ท่านและเคยเดินทางไปดูสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับท่านทั้งสอง คือแม่ทัพเนลสัน (Horatio Nelson) กับท่านดยุคแห่งเวลลิงตัน (Arthur Wesley) ซึ่งทั้งคู่เป็นผู้ที่คนอังกฤษให้ความรักและนักถือมาก เพราะทั้งคู่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอังกฤษ โดยเฉพาะในเรื่องของการปกปักรักษาจักรวรรดิ ในยุคที่จักรวรรดิต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่งสำคัญอย่างฝรั่งเศส (และยังมีอิทธิพลของฮอลลันดา สเปน และโปรตุเกส ด้วยในบางพื้นที่) ในราวปลายยุครัชกาลที่ 1 ต่อรัชกาลที่ 2 ของเรา จนทำให้จักรวรรดิอังกฤษผงาดขึ้นมาแต่เพียงผู้เดียวและรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุควิคตอเรียน ร่วมสมัยกับรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 ของสยามเรา

 

สมัยที่ท่านดยุคเริ่มสร้างตัวในกองทัพนั้น ท่านมาอยู่ที่อินเดีย และมีผลงานรบมากมาย แต่ละเรื่องล้วนกล้าหาญเด็ดเดี่ยว จนที่สุดท่านได้เป็นแม่ทัพใหญ่ของกองกำลังสัมพันธมิตร เอาชนะจักรพรรดินโปเลียน ซึ่งเป็นนายทหารที่เด่นและอัจฉริยะที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้ที่ทุ่งวอเตอร์ลู

 

ส่วนท่านแม่ทัพเนลสัน ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเสียชีวิตในศึกทราฟัลก้านั้น ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ของทัพเรืออังกฤษแห่งเมดิเตอร์เรเนียน คอยปกป้องเส้นทาง One Belt One Road ของจักรวรรดิ มิให้ฝรั่งเศสในสมัยนโปเลียนมามีอิทธิพลได้ ชีวิตของท่านผ่านการรบในทะเลอย่างโชคโชน เคยไล่ล่าเรือศัตรูไปครึ่งโลก และรบมาแล้วทุกย่านน้ำที่อังกฤษเข้าไปมีบทบาท บาดเจ็บพิการมาก็มาก จนที่สุดต้องมาตายเพราะความโอ่ ที่ต้องแต่งตัวเต็มยศตลอดเวลาในสนามรบ ต้องใส่เหรียญตราฯ และพลสไนเปอร์ของฝ่ายศัตรูสังเกตเห็นแสงสะท้อนวาววับ จึงเล็งและยิงถูกตัว แต่ก็เป็นการตายซึ่งมีเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอังกฤษมาก ที่ชีวิตของท่านได้สละให้กับจักรวรรดิ ตั้งแต่ร่วมสร้างและคอยปกป้องจักรวรรดิเอาไว้จากศัตรูตัวฉกาจ

 

ในฐานะคนไทย เราก็ได้ร่วมรับรู้ถึงการขยายอาณาจักรของจักรวรรดิอังกฤษอยู่ไม่น้อย เพราะหลังจากที่อังกฤษลงหลักปักฐานที่อินเดีย ก็ได้มาสำรวจและหาทางค้าขายกับดินแดนแถบบ้านเรา เริ่มจากเข้ายึดจิตตะกอง (Chittagong) แล้วก็พม่าที่ตอนหลังอังกฤษก็เข้ายึดเอาดื้อๆ และมาลายู ที่อังกฤษเริ่มสร้างสถานีการค้าที่จอร์จทาวน์ (ปีนัง) จนต่อมาก็ยึดเอามะละกาไปจากวิลันดา พร้อมกับสร้างเมืองสิงคโปร์ เพื่อควบคุมช่องแคบมะละกา ที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ สามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือจากมหาสมุทรอินเดียที่จะข้ามเข้าทะเลจีนใต้แห่งแปซิฟิก เพื่อค้าขายกับจีนและญี่ปุ่น (ตอนหลังญี่ปุ่นมายึดเอาตอนต้นสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิล เสียใจมากที่ไม่ได้คิดป้องกันสิงคโปร์ไว้อย่างแข็งขัน)

 

แล้วต่อมาอังกฤษก็ยึดเอามาลายาไว้ทั้งหมด และหลังสงครามฝิ่นก็เข้ายึดฮ่องกงเพื่อใช้เป็นฐานทัพและศูนย์กลางการค้าการเงินอีกด้วย

 

 

เส้นทางทั้งหมดนี้ก็นับรวมอยู่ใน OBOR ของอังกฤษด้วย เพราะจากฮ่องกง เรือของอังกฤษสามารถแล่นต่อไปนางาซากิ และอ้อมออกไปที่โตเกียว เพื่อจะข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกสู่เมืองท่าของดินแดนโลกใหม่ของจักรวรรดิคือ Prince Rupert แห่งชายฝั่งตะวันตกของแคนาดา (ต่อมาเมืองนี้สูญเสียความสำคัญให้กับแวนคูเว่อร์ และปัจจุบันกำลังกลับพัฒนาขึ้นมาใหม่ในฐานะเมืองท่าสำคัญของ Pacific North West)

 

จาก Prince Rupert เส้นทาง OBOR ของจักรวรรดิก็ปรับเปลี่ยนเป็นทางบก โดยทางรถไฟสาย Grand Trunk Pacific Railroad ซึ่งตัดข้ามจากฝั่งตะวันตกของแคนาดาสู่ฝั่งตะวันออก สิ้นสุดที่เมือง Halifax ชายฝั่ง Nova Scotia (ปัจจุบันทางรถไฟสายนี้เลิกใช้แล้ว ท่านผู้อ่านที่ต้องการนั่งรถไฟเที่ยวจากฝั่งตะวันออกสู่ตะวันตกของแคนาดาให้ใช้บริการของ Trans Canad Rail Express แทน) และจาก Halifax เรือก็จะมุ่งหน้าสู่ Liverpool ในที่สุด ถือเป็นการสิ้นสุดของ OBOR สายหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษที่วนรอบโลกพอดี

 

เส้นทาง OBOR อีกสายหนึ่งที่ถือเป็นเส้นทางเชื่อมโลกใหม่ (New World) เหมือนกัน คือเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ด้วย

 

แต่คราวนี้เราลองเริ่มที่ลิเวอร์พูลกันมั่ง โดยวนอีกด้านหนึ่ง คือมุ่งสู่ Halifax แล้วข้ามแคนาดามาที่ Prince Rupert แล้วหลังจากนั้น เรือของอังกฤษก็จะเดินทางลงทิศตะวันตกเฉียงใต้สู่นิวซีแลนด์ แต่มาแวะระหว่างทางที่เกาะ Fanning แถวเส้นศูนย์สูตร และต่อไปยัง Fiji ซึ่งอังกฤษมีอิทธิพลมาตั้งแต่ปี 1835 และเข้ายึดเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่ปี 1874 (กลายเป็น British Crown Colony โดยปัจจุบันเราสามารถบินตรงไปฟิจิได้จากสิงคโปร์) โดยฟิจิเป็นหมู่เกาะกว่า 200 เกาะและห่างจากนิวซีแลนด์ไม่ไกล

 

 

หลังจากนั้น OBOR ก็จะมุ่งต่อไปยัง Auckland ซึ่งเป็นเมืองท่าหลักของนิวซีแลนด์ แล้วค่อยตรงไปยัง Sydney, Melbourne, Adelaide, และ Perth ในออสเตรเลียตามลำดับ และจาก Perth หนทาง OBOR จะแยกออกเป็น 2 สาย สายแรกเรียกว่า Cape Route คือมุ่งจาก Perth ข้ามมหาสมุทรอินเดียมาแวะพักเติมเชื้อเพลิงที่มอริเชียส (Mauritius) ซึ่งอังกฤษยึดมาจากฝรั่งเศส แล้วค่อยต่อไปที่เคปทาวน์ในแอฟริกาใต้ และหลังจากนั้นก็กลับทางแอตแลนติก เลียบชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก แวะที่ Ascension, Saint Helena, Free Town, และ Gibraltar ตามลำดับ แล้วค่อยกลับเกาะอังกฤษ

 

ส่วนอีกสายหนึ่งที่ออกจาก Perth ก็ข้ามมหาสมุทรอินเดียมาเหมือนกัน แต่มาแวะพักที่ Christmas Island แล้วมุ่งตรงสู่เมืองโคลัมโบ เมืองท่าหลักและเมืองหลวงของศรีลังกา (อังกฤษเรียกว่า Ceylon) แล้วค่อยเข้ามาที่บอมเบย์ และจากบอมเบย์ก็กลับทางคลองสุเอซ คือแวะที่มัสกัส เอเดน ปอร์ตซาอิด (เมืองท่าที่ปากคลองสุเอซทางด้านเมดิเตอร์เรเนียน) ไซปรัส มอลต้า ยิปรอลต้า แล้วค่อยกลับสู่เกาะอังกฤษ

 

จะเห็นว่า One Belt One Road ของจักรวรรดิอังกฤษนั้นครอบคลุมกว้างขวางไปทั่วโลก ถือว่ายิ่งใหญ่กว่าจักรวรรดิที่เคยมีมาในอดีต ยกเว้นจักรวรรดิน้องใหม่ที่จะยิ่งใหญ่ขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คือจักรวรรดิอเมริกัน ซึ่งผมจะเขียนถึงในโอกาสต่อไป

 


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

Messenger