กว่าจะมาเป็น ONE BELT ONE ROAD ของโปรตุเกส

ONE BELT ONE ROAD ของจักรวรรดิอังกฤษ
February 4, 2020
2019-nCoV โคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เป็นอาวุธชีวภาพ หรือ BIO TERRORIST?
February 4, 2020

เมื่อได้ยืนมองอนุสาวรีย์ Padrão dos Descobrimentos ณ ปากแม่น้ำ Tagus ในเขต Belem แห่งนครหลวงลิสบอนของปอร์ตุเกส ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่เคยไปที่นั่นมาแล้ว คงมีความนึกคิดและจินตนาการกันไปต่างๆ นานา

 

อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นโดยดำริของจอมเผด็จการ Salazar เมื่อปี 1939

 

ผมเองเคยคิดว่า ทำไมหนอ จักรวรรดิโปรตุเกส Global Empire แห่งแรกของโลก อันมั่งคั่งและยิ่งใหญ่ทั้งทางการเมืองและการทหารในศตวรรษที่ 16 ซึ่งบรรดาคนที่เราเห็นเป็นรูปปูนปั้นนูน บนอนุสาวรีย์นั้น ช่วยกันบุกเบิกฝ่าฟันสร้างสรรค์ขึ้นมา อุตส่าห์ทุ่มเททรัพย์สินเงินทอง ฝึกฝน เสี่ยงชีวิตและโรคภัยไข้เจ็บ ข้ามน้ำข้ามทะเลที่ไม่เคยมีชาวยุโรปทำมาก่อน บ้างก็เข้ารบราฆ่าฟันปล้นสะดมและยึดเอาทรัพย์สินทรัพยากรและพื้นที่ของคนพื้นเมือง และบ้างก็ออกเผยแผ่ศาสนาหวังให้คนเถื่อนพื้นเมืองทั้งหลายพบกับความรอดจากพระหัตถ์ของพระเยซูเจ้า หรือออกค้าขายทางเรือระหว่างเอเชียกับยุโรปก่อนใครๆ กอบโกยสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาลให้กับตนและอาณาจักรจนเป็นปึกแผ่น และร่ำรวยกว่าชาติใดในยุโรปสมัยนั้น (อาจยกเว้นสเปน ซึ่งรวยพอๆ กัน) ฯลฯ ทำไมหนอ ปอร์ตุเกสทุกวันนี้ จึงได้กลายมาเป็นชาติจิ๊บจ้อยต๊อกต๋อย เมื่อเทียบกับเกียรติภูมิในอดีตอันไกลโพ้น….พวกเขาพลาดพลั้งไปได้ยังไง?

 

เพราะการเมือง? เพราะคู่แข่งสำคัญอย่างวิลันดา? เพราะหมดกำลังใจ เบื่อ หรือหมดความสนใจ? หรือเพราะ”กฎความเป็นอนิจจังของสังคม”?

 

หลายคนคงทราบแล้วว่าชาวโปรตุเกสเป็นฝรั่งชาติแรกที่เข้ามาติดต่ออย่างเป็นทางการกับราชสำนักอยุธยาในปี 1511 รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่สอง เพราะหลังจากที่พวกเขาเข้าปล้นชิงเอามะละกาไปจากสุลต่านผู้ปกครองเดิมสำเร็จแล้ว พวกเขาคงรู้มาก่อนว่ามะละกาเคยเป็นเมืองขึ้นของสยาม หรืออย่างน้อยอยุธยาก็อ้างสิทธินี้อยู่ และพวกเขาก็คงรู้ข่าวสารของอยุธยามาตั้งแต่วาสโกดากามา (ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ถูกปั้นไว้บนอนุสาวรีย์แห่งนั้น) เดินเรือมายังอินเดียสำเร็จเมื่อปี 1498 โน่นแล้ว ว่าอยุธยาแห่งนี้มีอิทธิพลอยู่ในย่านนี้ และมั่งคั่งพอควร อีกทั้งยังมีสินค้าหลายชนิดที่พวกเขาต้องการ น่าจะต้องเปิดสัมพันธไมตรีอันดีต่อกันไว้ เพื่อหาประโยชน์ ฯลฯ

 

บุคคลหนึ่งที่ร่วมวางแผนและนำทัพเรือเข้าปล้นชิงเอามะละกาจนร่ำรวยในครั้งนั้นคือ Ferdinand Magellan ผู้ซึ่งคนทั่วโลกยกย่องว่าเป็นมนุษย์คนแรกที่สามารถเดินเรือรอบโลกได้สำเร็จ และเป็นหนึ่งในรูปปั้นที่อยู่บนอนุสาวรีย์ Padrão dos Descobrimentos แห่งนั้นด้วย เพราะเขาเองช่ำชองน่านน้ำย่านนี้ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่ฐานทัพโปรตุเกสในอินเดียและไปมาย่านนี้อยู่หลายปี แต่เขาจะเคยมาอยุธยาหรือไม่ ประวัติศาสตร์มิได้กล่าวไว้

 

คนไทยเรายังรู้อีกว่าผู้ทำหน้าที่ทูตฝ่ายโปรตุเกส ณ ตอนนั้นคือ Duate Fernandes เพราะมีท่านอีกผู้หนึ่งซึ่งก็อยู่บนอนุสาวรีย์แห่งนั้นอีกเช่นกันคือ Fernão Mendes Pinto ที่คอยบันทึกเอาไว้ และบันทึกของท่านผู้นี้ (ซึ่งตอนหลังได้แปลออกเป็นภาษาไทย) ก็ทำให้คนไทยรุ่นหลังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของอยุธยาและก่อนหน้านั้น เพราะถือเป็นเอกสารสำคัญร่วมสมัยที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันไม่กี่ชิ้น เนื่องจากบรรพบุรุษสมัยโน้นของพวกเราไม่ได้บันทึกเรื่องราวของตัวเองเอาไว้กันเลย

 

ต่อมาอีกไม่นาน ก็ได้มีพระนักบวชซึ่งเป็นลูกน้องและเพื่อนร่วมงานของนักบุญที่ได้รับเกียรติให้อยู่บนอนุสาวรีย์แห่งนั้นอีกท่านหนึ่งคือ Saint Francis Xavier (ชื่อของท่านผู้นี้ได้ถูกตั้งเป็นชื่อของโรงเรียนประถมและมัธยมหญิงล้วนแถวสามเสนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ และอยู่มาจนถึงปัจจุบัน) ได้เข้ามาบุกเบิกเผยแผ่ศาสนาคริสต์และก่อตั้งนิกายคาทอลิกขึ้นในอยุธยาจนสำเร็จ ถือเป็นครั้งแรกที่นิกายนี้ ลงหลักปักฐานในประเทศไทย น่าเสียดายที่ท่านนักบุญผู้นั้น ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามาโปรดคริสต์ศาสนิกชนในเมืองไทย ทั้งๆ ที่ท่านปวารณาแล้วว่าจะต้องมาอยุธยาให้ได้ แต่ก็ได้สิ้นบุญไปก่อน ณ เกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งมณฑลกวางตุ้ง ก่อนที่จะได้ขึ้นไปสู่แผ่นดินใหญ่จีน

 

กล่าวโดยสรุปคือ บรรดาท่านทั้งหลายที่มีรูปปั้นอยู่บนอนุสาวรีย์ Padrão dos Descobrimentos เคียงคู่อยู่กับกางเขนยักษ์และ Caravela หรือสำเภาอันมีรูปแบบเฉพาะและถือเป็นเรือเดินสมุทรที่ถึงพร้อมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและทันสมัยสุดในโลกขณะนั้น ซึ่งบรรดานักบุกเบิกและกองเรือโปรตุเกสใช้ในการบุกฝ่ารุกรบไปในน่านน้ำทั่วโลกและสร้างจักรวรรดิและ One Belt One Road ของตนจนรุ่งเรืองถึงขีดสุดเคียงคู่กับสเปน ในคริสต์ศตวรรษที่ 16

 

 

หากจะศึกษา One Belt One Road ของจักรวรรดิโปรตุเกส เราจำเป็นต้องย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านั้นอีกนิดหน่อย คือในปี 1453 (ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งอยุธยา) ที่กองทัพของชาวเติร์ก (Turks) บุกเข้ายึดกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลของอาณาจักรไบแซนไทน์ (Byzantine) แล้วเข้าปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ และต่อมาก็บุกตีและยึดพื้นที่ทางอนาโตเลีย บางส่วนของยุโรปใต้ แอฟริกาเหนือและอียิปต์ อาราเบีย เอเชียน้อย เอเชียกลาง ยุโรปตะวันออก และคอเคซัส จนกลายเป็นจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman) อันยิ่งใหญ่

 

การยึดภูมิยุทธศาสตร์ที่เสมือนประตูกั้นกลางระหว่างเอเชียกับยุโรปของพวกตุรกีนี้เอง ทำให้การค้าเครื่องเทศ (หลักๆ คือ อบเชย กานพลู ขมิ้นชัน ขิง พริกไท) ซึ่งสมัยนั้นเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงและนิยมกันมากในยุโรป ที่นำมาจากอินเดียโดยกองคาราวานผ่านทะเลทราย ต้องสะดุดหยุดลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้นครรัฐของอิตาลีเหนืออย่างเวนิชและเยนัว ที่เคยมั่งคั่งฟู่ฟ่าด้วยกำไรงามจากการผูกขาดการค้าเครื่องเทศในยุโรป ต้องถึงยุคขาลงและสิ้นอิทธิพลไปในที่สุด

 

ก่อนวาสโกดากามาจะค้นพบเส้นทางเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปมาจนถึงอินเดีย (และตอนหลังต่อมาจนถึงมะละกาและหมู่เกาะเครื่องเทศ) การเดินทางจากยุโรปสู่อินเดียต้องพึ่งกองคาราวานอูฐของพวกอาหรับ อียิปต์ อาร์เมเนียน เปอร์เซีย หรือเติร์ก ผ่านเส้นทางหลักสองเส้น

 

เส้นแรกเป็นเส้นทางเก่าแก่ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมียโดยพวกอาหรับ ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มแรกที่ทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางระหว่างอินเดียกับยุโรป อินเดียนั้นเป็นประเทศที่น่าทึ่ง มีภูมิประเทศและภูมิอากาศหลากหลาย ตั้งแต่เทือกเขาสูงสุดของโลกจนถึงทะเลทราย จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอยู่รวมกัน อีกทั้งยังเป็นแหล่งอารยธรรมอันเก่าแก่ จึงเป็นที่หมายปองของชาวยุโรปที่ฉลาดๆ

 

เครื่องเทศจำเป็นสำหรับชาวยุโรปมากทั้งในเชิงการปรุงอาหารและถนอมอาหารเพราะพวกเขาอยู่ในเขตหนาว สมัยเมื่อชาวยุโรปรู้จักเครื่องเทศใหม่ๆ พวกเขานึกว่าพืชเหล่านั้นปลูกกันในทะเลทราย จนต่อมาอีกนาน เมื่อมีชาวยุโรปเดินทางมาอินเดียและจีนมากขึ้น ถึงได้รู้ว่ามันปลูกกันมากในอินเดีย เอเชียอาคเนย์ โดยเฉพาะหมู่เกาะเครื่องเทศในอินโดนีเซีย

 

 

กองคาราวานอูฐของพวกอาหรับใช้เส้นทางสู่อินเดียจากเมโสโปเตเมียแถบลุ่มน้ำยูเฟรตีส (ปัจจุบันอยู่ในอิรัก) หรือจากเมืองซูซ่า (Susa) ในเปอร์เชีย (อิหร่าน) เพื่อมุ่งไปยังเมืองเอ็กบาตานา (Ecbatana) เมืองหลวงเก่าของมีเดีย (Media เป็นรัฐโบราณของชาวเปอร์เชีย กินพื้นที่ทางภาพตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่านรวมถึงดินแดนของชาว Kurd และบางส่วนของอาเซอร์ไบจันในปัจจุบัน) แล้วมุ่งสู่เมือง Rhage เพื่อผ่านช่องเขาที่เรียกว่า Caspian Gates (ซึ่งเส้นทางสายเก่าแก่อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “เส้นทางสายใหม่” (The Silk Road) ที่มุ่งไปสู่จีน และถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ The Belt Road Initiative หรือ One Belt One Road ของสีจิ้นผิงด้วย) ทะลุไปยังริมฝั่งทะเลสาบแคสเปียน

 

จากตรงนั้น พวกเขาจะเดินทางต่อไปยัง Hecatompylos (แห่งอาณาจักร Parthia เดิม ปัจจุบันยังเหลือซากอยู่แถวเมือง Semnan ซึ่งมีมัสยิดสวยงามและปลาสเตอร์เจียนกับข้าวสวยอิหร่านอร่อยๆ ให้รับทาน) แล้วค่อยไปยังเมือง Alexandria Aria (ซึ่งอเล็กซานเดอร์มหาราชสร้างขึ้นบนฝั่งน้ำ Arius ใกล้กับเมืองเฮรัตของอัฟกานิสถานในปัจจุบัน) และมุ่งตะวันออกเฉียงใต้ผ่าน Prophthasia, Arachotus, Ortospana ของเปอร์เซียเดิม เพื่อจะข้ามเทือกเขาฮินดูกูช ทางช่องเขา Khyber Pass อันโด่งดัง ไปยังเมือง Peshawar ที่ถือเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญและเป็นประตูสู่อินเดีย (อเล็กซานเดอร์มหาราชก็ใช้เส้นทางสายนี้เข้าตีอินเดีย และต่อมาชาวโรมันก็ใช้ และหลังจากนั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมและ OBOR ของสีจิ้นผิงด้วย และสมัยที่พระถังซัมจั๋งเดินทางจากจีนมาอินเดียก็ต้องข้ามช่องเขาจากตรงนี้เช่นกัน ปัจจุบันเป็นเขตพรมแดนระหว่างอิหร่านกับปากีสถาน)

 

จาก Peshawar กองคาราวานก็จะใช้เส้นทางที่เรียกว่า GRAND TRUNK ROAD” ที่เชื่อมเมืองสำคัญของอินเดีย ตั้งแต่กาบูล (Kabul ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของอัฟกานิสถาน แต่สมัยโบราณเป็นส่วนหนึ่งของชมพูทวีป) ละฮด (Lahore) เดลลี (Delhi) ลาฮาบัด (Allahabad) พาราสี (Benares) ปานา (Patna) กัลกัตตา (Calcutta) หรือ จิตกอง (Chittagong ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของบังคลาเทศ)

 

สมัยอังกฤษปกครองอินเดีย อังกฤษ (โดยบริษัทอินเดียตะวันออก) ได้ปรับปรุงถนนสายนี้ให้เป็นสายหลักที่อังกฤษใช้ในอินเดีย และในยุคบุปผาชน หรือยุค Sixty ที่บรรดาหนุ่มสาวฮิปปี้ฝรั่งชอบเดินทางมาอินเดีย พวกเขาก็จะพากันนั่งรถบัสมาจากคอนสแตนติโนเปิ้ล ผ่านอิรัก อิหร่าน แล้วก็เข้าสู่อินเดียโดยทางสายนี้เช่นกัน

 

นั่นเป็นทางสายเก่าที่กองคาราวานใช้กันมาแต่โบราณและยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ในยุคกลางต่อเรอเนซองที่นครรัฐอิตาลีอย่างเวนิสหรือเยนัวสร้างตัวขึ้นมายิ่งใหญ่ พวกเขาก็ยังต้องพึ่งพากองคาราวานสายนี้ โดยพวกเขาสามารถผ่านมาทางคอนสแตนติโนเปิลหรือทะเลดำ (ซึ่งในยุครุ่งเรืองนั้น เวนิสสร้างสถานีการค้าของตนไว้อย่างถาวรด้วย) แล้วผ่านคอเคซัสเพื่อมายังชายฝั่งทะเลสาบแคสเปียน แล้วค่อยเดินเรือข้ามทะเลสาบมาฝั่งอิหร่าน เพื่อใช้บริการของบรรดากองคาราวาน ที่ต้องใช้เส้นทางนี้สู่อินเดีย

 

ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งที่พ่อค้าชาวเวนิสนิยมใช้กันมากในระยะหลังจากที่เวนิสยึดเกาะครีต

 

(Crete) และไซปรัสเป็นเมืองขึ้นของตนแล้ว คือจะเดินเรือจะแอนเดรียติกเข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อมุ่งสู่อเล็กซานเดรียในอียิปต์ แล้วค่อยผ่านคลองสู่กรุงไคโร และแล่นเรือทวนแม่น้ำไนล์ขึ้นมาจนถึงเมือง Berber (แม่น้ำไนล์ไหลมาจากซูดานทางด้านทิศใต้ของอียิปต์) แล้วค่อยขึ้นบก เพื่ออาศัยกองคาราวานอูฐ ผ่านทะเลทรายอีกประมาณสองร้อยกว่ากิโลเมตร เพื่อมายังเมืองท่า Suakim บนฝั่งทะเลแดง (ปัจจุบันเมืองทั้งสองอยู่ในประเทศซูดาน) แล้วค่อยแล่นเรือเดินสมุทรไปสู่เอเดน ออกมหาสมุทรอินเดียเพื่อมุ่งสู่อินเดีย

 

จะเห็นว่าเส้นทางสู่อินเดียหรือ One Belt One Road ของอาณาจักรเวนิสก็ดี เยนัวก็ดี ล้วนอยู่ในเขตอิทธิพลของชาวตุรกี หลังจากยึดคอนสแตนติโนเปิลและอียิปต์ได้แล้ว และนั่นจึงเป็นที่มาของความล่มสลายของเวนิสและเยนัว และเปิดโอกาสให้กับโปรตุเกส ผู้ซึ่งจะกลายมาเป็นผู้ผูกขาดการค้าเครื่องเทศจากอินเดีย จนสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาลในยุคหลังจากนั้น

 

 

เส้นทางความยิ่งใหญ่ของโปรตุเกส เริ่มจากความรู้เรื่องการเดินเรือของฝรั่งที่พัฒนาขึ้นจนสามารถมั่นใจได้ว่าชาวยุโรปสามารถเดินทางไปอินเดียและจีนโดยทางเรือได้

 

ชาวโปรตุเกส เป็นเลือดน้ำเค็มมาช้านาน พวกเขาชำนาญการเดินเรือ เพราะดินแดนของเขาติดทะเลและผืนดินถูกบล็อกด้วยสเปน จึงต้องติดต่อกับชาติอื่นผ่านทางแอตแลนติก โรงเรียนการเดินเรือของโปรตุเกสเป็นโรงเรียที่เก่าแก่และยังคงมีชื่อเสียงมากระทั่งปัจจุบัน ซึ่งผลิตกัปตันเรือให้กับสายการเดินเรือทั่วโลก

 

เทคโนโลยีการต่อเรือของโปรตุเกสสมัยนั้นถือว่าล้ำหน้ากว่าใคร จนสามารถพัฒนาสร้างเรือเดินสมุทรที่แล่นเร็วและแข็งแรง ต้านลมและเล่นลมได้อย่างยืดหยุ่น เพราะสามารถกางใบได้จาก 4 กระโดงเรือ เรียกว่า Caravel

 

ทว่า เรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลมักเริ่มให้เครดิตจาก “Henry The Navigator” ซึ่งเป็นคนหน้าสุดบนอนุสาวรีย์ Padrão dos Descobrimentos คนที่ถือเรือ Caravel ไว้ในมือนั่นแหล่ะ

 

องค์ชายองค์นี้เป็นผู้มองการณ์ไกลและชอบเรื่องการเดินเรือ พระองค์ทราบจากแขกมัวร์ว่าแอฟริกาแถบซับซาฮาร่าเป็นดินแดนงดงามและอุดมสมบูรณ์และจริงๆ แล้วก็อาจสามารถแล่นเรือจากอัฟกาไปอินเดียได้ พระองค์จึงสนับสนุนให้ชาวโปรตุเกสเดินทางออกไปสำรวจ โดยพระองค์ได้รวบรวมปัญญาชนทุนสาขา ทั้งนักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักเดินเรือ วิศวกรและนักสร้างเรือ แล้วสร้างโรงเรียนการเดินเรือและการเผชิญโลกขึ้นที่ Fort Sagres ซึ่งถ้าใครเคยไปที่นั่น ก็จะพบว่าเป็นสถานที่ที่มีภูมิทัศน์สวยงาม เหมาะแก่การคิดและค้นคว้า อีกทั้งยังใกล้กับ Cape Saint Vincent อันลือชื่อว่าเป็นจุดตะวันตกสุดของผืนดินยุโรปที่ยื่นออกไปในมหาสมุทรแอตแลนติด

 

การริเริ่มของพระองค์ช่วยให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นและอยากผจญภัยในหมู่ชาวน้ำเค็ม และพระองค์ก็ได้ให้ทุนสนับสนุนการเดินทางสำรวจแถบชายฝั่งแอฟริกาหลายครั้ง เริ่มแต่ปี 1443 แต่ละครั้งก็สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นๆ และยึดเอาเกาะและดินแดนต่างๆ ที่แวะพักไปเป็นฐานของโปรตุเกสตลอดชายฝั่งแอฟริกา จนกระทั่งปี 1486 นักสำรวจก็สามารถเดินทางไปถึงปลายสุดของทวีปแอฟริกาและอ้อมไปอีกฝั่งหนึ่งของ Table Bay ทางด้านแอฟริกาตะวันออกได้ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศแอฟริกาใต้) แต่ลูกเรือเกิดโกลาหลขึ้นก่อนเพราะอยากกลับบ้าน เขาจึงต้องหันเรือกลับ โดยระหว่างทางกลับ กัปตัน Bartholomew Diaz สังเกตเห็นแหลมทางใต้สุดของทวีป เลยตั้งชื่อให้ว่า “แหลมแห่งพายุ” เพราะพายุแรงมาก ทว่าเมื่อกลับถึงโปรตุเกส กษัตริย์จอห์นที่สองก็ได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า “แหลมแห่งความหวัง” (แปลเป็นอังกฤษว่า Cape of Good Hope) เพื่อไม่ให้นักสำรวจรุ่นหลังเกิดขยาดเสียก่อน

 

โปรตุเกสมาสำเร็จเอาเมื่อ วาสโกดากามา (Vasco da Gama) นำกองเรือสำรวจอีกครั้งในวันที่ 8 มิถุนาคม 1497 และครั้งนี้เขาก็สามารถเดินเรือถึงอินเดียได้ โดยเส้นทางของดากามานั้น เริ่มตั้งแต่ปากแม่น้ำ Tagus ตรงที่ตั้งของอนุสาวรีย์ Padrão dos Descobrimentos แล่นเลียบชายฝั่งตามเส้นทางสำรวจเดิมจนถึง Cape of Good Hope แล้วอ้อมขึ้นทางชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกซึ่งไม่เคยมีชาวยุโรปคนไหนทำได้มาก่อน พวกเขาแวะพักหลายแห่งและพบกับคนพื้นเมืองแปลกๆ ในสายตาของเขา จนมาข้ามช่องแคบมาดากาสก้า มาแวะอีกทีที่มอมบาซา (Mombasa) และที่เมือง Malinda บนฝั่งแซนซิบา (Zanzibar Coast) ซึ่งเขาบันทึกไว้ว่าเป็นเมืองใหญ่และเจริญ ถนนหนทางกว้างขวางและบ้านสร้างด้วยอิฐก่อหลายชั้นสวยงาม

 

ที่นี่เองเขาได้พบกับเรือเดินสมุทรจากอินเดียและลูกเรือที่เป็นคาธอลิก โดยเขาได้จ้างต้นหนชาวพื้นเมืองให้นำทางต่อไปอินเดีย ซึ่งกองเรือของเขาใช้เวลาอีก 23 วัน กว่าจะถึงเมือง Calicut บนชายฝั่งมาลาบา (Malabar Coast) ของอินเดีย ในวันที่ 20 พฤษภาคม 1498 และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิโปรตุเกส (Portuguese Empire) และเส้นทางสำรวจของดากามานี้เอง ที่ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของ One Belt One Road ของมหาอำนาจยุโรป ที่เริ่มจากโปรตุเกส วิลันดา และอังกฤษ ในเวลาต่อมาอีกอีกหลายร้อยปี จนกระทั่งมีการขุดคลองสุเอซขึ้นในต้นสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง

 

หลังจากนั้นอีก 10 ปี โปรตุเกสก็ยึดเอาเมือง Gao ของอินเดียเป็นเมืองขึ้น แล้วสร้างฐานทัพและศูนย์ปกครองและการค้าที่จะรับผิดชอบกิจธุระของโปรตุเกสในภาคพื้นแถบนี้ทั้งหมดรวมถึงศรีลังกาและจิตตะกองซึ่งตอนหลังโปรตุเกสก็ยึดเอาเป็นเมืองขึ้นเพราะง่ายต่อการควบคุมน่านน้ำในเขตอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน และในระยะเวลาไล่เลี่ยกันนั้น โปรตุเกสก็เข้าตีมะละกาแล้วยึดเอาเป็นเมืองยุทธศาสตร์ของตัวเองในอุษาคเนย์ ท่านที่เคยไปมะละกาจะเห็นซากกำแพงเมืองเก่าและป้อมค่ายต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งล้วนสร้างขึ้นโดยโปรตุเกส

 

จากมะละกา โปรตุเกสก็ขยายการสำรวจสู่สุมาตรา ตองอู หงสาวดี (ซึ่งตอนหลังโปรตุเกสทำท่าจะยึดพม่า กษัตริย์พม่าจึงย้ายเมืองหลวงเขยิบขึ้นไปอยู่อังวะ) อยุธยา ไซง่อน ชวา ติมอร์ นิวกินี (เกาะปาปัว) และยึดเอาเกาะเครื่องเทศบางส่วน (แบ่งกันกับสเปน) แล้วก็เข้าเจรจากับรัฐบาลจีนเพื่อขอพื้นที่เกาะมาเก๊าให้เป็นฐานทางด้านทะเลจีนใต้ และก็ขยายการสำรวจไปถึงญี่ปุ่น จนสร้างฐานของตัวเองขึ้นที่นางาซากิ นับเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่ญี่ปุ่นรู้จัก และปัญญาชนญี่ปุ่นก็เรียนรู้วิทยาศาสตร์และอารยธรรมตะวันตกผ่านชาวโปรตุเกสและภาษาโปรตุเกสก่อนใครเพื่อน (ต่อมานักบวชชาวโปรตุเกสเข้าไปเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่นซึ่งทำให้ไดเมียวไม่พอใจและปฏิบัติต่อชาวคริสต์อย่างเลือดเย็น…ท่านผู้อ่านที่สนใจประเด็นนี้ ผมแนะนำให้ดูหนังเรื่อง Silence ที่เลียม นีสันแสดงเป็นพระ)

 

หลังจากการสำรวจของวาสโกดากามาไม่นานนัก ทีมสำรวจอีกทีมหนึ่งนำโดย Alvarez Cabral ได้ออกสำรวจเส้นทางใหม่ โดยเขาไม่ต้องการเดินเรือเลียบชายฝั่งแอฟริกา แต่เขยิบออกทางทิศตะวันตกมากหน่อย และหวังว่าจะมาถึงอินเดียได้เช่นเดียวกัน

 

ด้วยความบังเอิญ กองเรือของเขาถูกลมสมุทรหอบออกนอกเส้นทาง และอีกไม่นาน เขาก็พบแผ่นดิน ซึ่งต่อมารู้จักกันในนามบราซิล (Brazil) ทำให้บราซิลตกเป็นของโปรตุเกสนับแต่นั้น

 

การค้นพบอินเดียโดยทางเรือของโปรตุเกส ทำให้โปรตุเกสร่ำรวยและสร้างจักรวรรดิขึ้นได้ดังที่กล่าวมาแล้ว ทว่า โปรตุเกสไม่สนใจที่จะยึดอินเดียจริงจัง เพราะไม่อยากไปมีความขัดแย้งกับผู้ปกครองพื้นเมือง (ไม่เหมือนอังกฤษในเวลาต่อมา) เพียงยึดเอาเมืองหลายๆ แห่งตามชายฝั่งไว้เป็นฐานเท่านั้น

 

ประกอบกับ การเมืองภายในของโปรตุเกสเองก็ไม่เป็นใจ เพราะหลังจากปี 1580 ราชวงศ์โปรตุเกสต้องไปรวมกับราชวงศ์สเปน โดยสเปนมุ่งความสนใจไปที่อเมริกาเป็นหลัก และสเปนก็มีศัตรูแยะ ส่งผลให้ศัตรูของสเปนกลายเป็นศัตรูของโปรตุเกสด้วย ทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ และวิลันดา ซึ่งตอนหลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ และคอยปล้นชิงกองเรือสินค้าของโปรตุเกสอย่างโจรสลัดอยู่ตลอดเวลา ทำให้โปรตุเกสในเอเชียอ่อนแอลง ซึ่งต่อมาวิลันดาก็เข้าแย่งเอามะละกาและหมู่เกาะเครื่องเทศไปครอบครองได้ ทำให้วิลันดาผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจหลักของยุโรปอีกแห่งหนึ่ง

 

กว่าที่โปรตุเกสจะเป็นอิสระจากสเปนก็ล่วงถึงปี 1640 และตอนนั้นก็อ่อนแอลงมากแล้ว ทำให้การฟื้นฟูจักรวรรดิของตัวในเอเชียเป็นไปได้ยากเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างวิลันดา และชาติที่กำลังมาแรงอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส

 

ความรุ่งเรืองของโปรตุเกสในอินเดียและอุษาคเนย์ย่านนี้ คงมีอยู่เพียงประมาณ 100 ปีเท่านั้น

 


ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

Messenger