Facebook TV เราจะถูกล้วงลึก

มาลงทุนด้วยกัญ
September 18, 2019
ปิดเทอมไปเที่ยวนอกโลกกัน
November 4, 2019

ไดอารี่ที่รัก,

วันหยุดที่ผ่านมา รู้สึกว่ากรณีการเสียชีวิตอย่างปริศนาของน้องลัลลาเบลจะเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจกันมาก และคนส่วนใหญ่ก็ได้รู้จัก Smart Watch มากขึ้น เพราะมันกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ระบุได้ว่าน้องสิ้นใจตอนไหนกันแน่

คนอ่านไดอารี่มาแต่ต้น คงรู้แล้วว่า Wearable Gadget แบบนี้ จะมีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม Healthcare และบริการสุขภาพในอนาคตมาก เพราะเซนเซอร์ที่ฝังอยู่ในตัวมัน จะอ่านค่าที่สำคัญต่อสุขภาพเรา ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ การหายใจ อุณหภูมิร่างกาย โดยต่อไปเราสามารถฝังเซนเซอร์หรือกล้องให้มันอ่านค่าของความชื้นผิวหนัง การทำงานของระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ข้อต่อ กลิ่นตัว ฯลฯ แล้วส่งข้อมูลไปยังแพทย์และผู้เชี่ยวชาญแบบ Real Time เพื่อวิเคราะห์และเตือนว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหนก่อนที่จะเกิดโรคด้วยซ้ำ (ข้อมูลพวกนี้ยังสำคัญต่อระบบประกันสุขภาพและประกันชีวิตอีกด้วย)

ปัจจุบันเป็นยุคที่ผู้ผลิตสินค้าและอุปกรณ์ต่างๆ เริ่มฝังเซนเซอร์ กล้อง ชิพ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์อื่น เข้าไปในผลิตภัณฑ์ ช่วยให้ของพวกนั้นทำงานได้เองตามเสียงสั่ง หรือควบคุมจากลำโพงศูนย์กลางเช่น Amazon Alexa หรือ Google Home (ยังมีของ Alibaba, Baidu, Xiaomi) หรือบังคับจากระยะไกลได้ด้วยแอปจากมือถือ ฯลฯ

ทีวี ตู้เย็น หม้อหุงข้าว ล็อกประตู ม่านหน้าต่าง ตู้เสื้อผ้า เครื่องทำน้ำร้อนน้ำเย็น ฝักบัว แอร์ พัดลม เครื่องดูดฝุ่น จานชามช้อน แก้วน้ำ กล้องกันขโมย และอะไรต่อมิอะไรที่เราใช้ในบ้าน อีกไม่นานก็จะมีคอมพิวเตอร์ฝังอยู่หมด

Smart Home คือเทรนสำคัญอันหนึ่ง

เราเรียกสิ่งเหล่านี้ในภาษาสมัยใหม่ของโลกว่า “INTERNET OF THINGS” หรือ IOT

ความหมายแบบชาวบ้านก็คือ “เอาคอมพิวเตอร์ไปใส่ไว้ในเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ” ….แค่นี้เอง

สิ่งนี้จะช่วยมนุษย์เราอีกมากโข! มากแบบก้าวกระโดด

ลองดูความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ย้อนหลังก็จะเข้าใจ คือคอมพิวเตอร์สมัยแรกเป็นเครื่องใหญ่ๆ ราคาแพงมาก มีใช้เฉพาะในหน่วยงานสำคัญของรัฐและบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น จึงเกิดประโยชน์เฉพาะสำหรับคนกลุ่มเล็กๆ

ต่อมามีคนคิด PC หรือ Personal Computer และมี Laptop พกไปมาได้ คอมพิวเตอร์ก็ถูกลง และผู้คนจำนวนมากมีปัญญาซื้อไปใช้ ช่วยการทำงานของมนุษย์ขึ้นอีกแยะ

ต่อมามีคนนำคอมพิวเตอร์ไปใส่ไว้ในมือถือ…โป๊ะเชะ!

ลองถามตัวเองดูได้เลย ว่าพวกเราขาดสมาร์ตโฟนได้ไหมทุกวันนี้?

ทีนี้ลองคิดดูสิ ว่าถ้าเราเอาคอมพิวเตอร์เข้าไปใส่ไว้ในผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน แล้วมันเชื่อมต่อกันเองได้หมดผ่านอินเทอร์เน็ต ลองจินตนาการดูสิว่าโลกในอนาคตจะเป็นยังไง จะเกิดบริการใหม่ๆ ที่ช่วยให้มนุษย์สะดวกสบายขึ้นอีกแค่ไหนกัน

มันช่วยให้เราปลอดภัยและประหยัดขึ้นด้วย

ตัวอย่างเช่น Rolls-Royce ซึ่งขายเครื่องยนต์เจ็ทสำหรับเรือบิน ที่เดี๋ยวนี้มีโมนิเตอร์สภาพเครื่องยนต์แบบ Real Time รู้ได้ทันทีว่าปัญหาจะเกิดตรงไหนบ้าง และส่งช่างมารอทันทีที่เรือบินลงจอด ทั้งยังมีฟังก์ชั่นประหยัดเชื้อเพลิงขณะบิน ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้านแล้วแนะนำกัปตันหรือระบบบินเองอัตโนมัติให้ทำนู่นนี่นั่น

ข้อเสียของ IOT คือชีวิตพวกเราจะสูญเสียความเป็นส่วนตัว เพราะเราจะถูกสังเกตการณ์และเก็บข้อมูลตลอดเวลา จากอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งต่อไปมันจะทำให้เจ้าของผลิตภัณฑ์รู้พฤติกรรมของเราอย่างละเอียด

อย่างเมื่อไม่นานมานี้ Facebook ก็เพิ่งถูกปรับเป็นเงินมหาศาลเพราะเอาข้อมูลผู้ใช้ไปเปิดเผยให้คนอื่นและใช้ผิดประเภท หรืออย่าง iRobot ที่มีผลิตภัณฑ์ดูดฝุ่น Roomba ซึ่งเวลาเราให้มันดูดฝุ่นมันก็จะเก็บข้อมูลบ้านของเราไปด้วย และ iRobot ก็มีความคิดว่าจะเอาข้อมูลแผนผังบ้านเราไปขายให้ Google และ Facebook จนเกิดกรณีใหญ่โต ต้องระงับแผนไป

พูดถึง Facebook แล้ว ต้องถือว่าเขาเป็นกิจการที่เก่งและฉลาดมาก

เขายอมให้พวกเราใช้แพล็ทฟอร์มของเขาฟรี ทั้งFacebook, Instagram, What’ s App, Messenger แต่เขาขอเอาข้อมูลของเราไปหาประโยชน์ คือเอาไปขายให้คนลงโฆษณา เป็นหลัก

ยิ่งเราเล่นแพล็ทฟอร์มของเขามาก เขาก็ยิ่งรู้จักเรามาก และ AI Algorithm ของเขาก็เก่งมากด้วย

ข้อนี้พวกเราที่เล่น Facebook ย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่า นับวันมันจะรู้ใจเราและรู้เรื่องของเรามากจริงๆ

โมเดลธุรกิจแบบนี้มันฉลาดมาก มันถึงร่ำรวยขึ้นทุกวัน

เราเคยแนะนำให้เพื่อนหลายคนซื้อหุ้น Facebook ไว้ตั้งแต่มันเข้าตลาดเมื่อ 7 ปีก่อน เพราะเราเห็นแล้วว่าทุกคนรอบตัวเราใช้บริการของมันหมด ยอมให้มันเอาข้อมูลไปฟรีๆ กันหมด ถ้าพวกเขาไม่ขายหุ้นไปเสียก่อน ตอนนี้ก็ได้หลายเท่าแล้ว

ในฐานะนักเรียนทางด้านบริหารธุรกิจ เราคิดว่าธุรกิจแบบนี้ ในรอบร้อยปีจะมีสักอันนึง

แต่ธุรกิจที่ดี ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นคนดี

การที่มันเอาข้อมูลเราไปปู้ยี่ปู้ยำเพื่อผลประโยชน์ของมัน จนมันร่ำรวยมหาศาล แต่มันก็ไม่ได้มาแบ่งอะไรให้เราเลย แถมยังไม่สนว่าเราจะเสียความเป็นส่วนตัวหรือเสี่ยงภัยยังไงจากการที่มันเอาข้อมูลเราไปขายให้คนโน้นคนนี้

มีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงความไม่พอใจมันในเรื่องนี้ และคนรุ่นใหม่ที่แคร์เรื่องความเป็นส่วนตัว ก็หันไปใช้ Social Media ใหม่ๆ ที่สัญญาว่าจะไม่เอาข้อมูลพวกเราไปปู้ยี่ปู้ยำ

และตอนนี้ก็เริ่มมี Web Browser ที่สัญญาแบบนี้เหมือนกัน (อย่างในญี่ปุ่นมีคนใช้แยะ แทน Google Chrome) หรือยอมแบ่งรายได้กลับให้เรา ถ้าเรายอมดูโฆษณาที่มันเสนอมา

เราค่อยเล่าให้ไดอารี่ฟังทีหลังน๊ะ

ตอนนี้เราอยากบอกว่า Facebook มันเพิ่งออกให้จอง Portal TV ของมันในราคา 149 เหรียญฯ คือมันจะเข้าสู่ธุรกิจทีวีสตรีมมิ่ง แข่งกับ Apple TV, Roku และ ฯลฯ

เราต้องต่อ Portal TV กับทีวีของเรา แล้วจะสามารถดูหนังฟังเพลงได้ ทั้งจาก HBO, Netflix, Spotify, Amazon Prime Video หรือ Hulu เป็นต้น

แต่มันจะทำยิ่งกว่านั้น!

คือมันฝังกล้องและไมโครโฟนไว้ด้วย ช่วยให้เราทำ Video Chat กับเพื่อนๆ ได้ขณะดูทีวีอยู่ และยังมีแอปที่ช่วยให้เราสร้างสตอรี่ พร้อมกับแต่งภาพโดยใช้ AR (Augment Reality) เช่นแต่งเติมให้หน้าตาเราเป็นเสือ เป็นลิง เป็นกระต่าย ฯลฯ ได้ด้วย

มันต้องการแย่งเวลาจากพวกเรา

มันรู้ว่าทุกวันนี้ คนเราใช้เวลาอยู่หน้าจอมือถือ ไอแพท คอมพิวเตอร์ มากอยู่แล้ว และมันต้องการให้เราไปใช้มันให้นานที่สุด เพื่อมันจะเก็บข้อมูลเราไปขาย

เพราะข้อมูลของเราก็คือเหมืองทองของมัน

การที่เรายอมให้มันเอากล้องและไมโครโฟนมาวางไว้ในห้องนั่งเล่นหรือห้องนอนของเรา ก็เท่ากับเรายอมให้มันมาล้วงข้อมูลจนถึงที่

ไม่เพียงแต่พฤติกรรมการดูหนังฟังเพลงของเราเท่านั้น

แต่มันจะได้เห็นว่าเราใช้ชีวิตกับครอบครัวของเรายังไง และได้ยินว่าพวกเราพูดอะไรกัน

เพื่อนๆ ที่คิดจะซื้อ Portal TV มาใช้ เพราะเห็นว่ามันให้บริการแชทและโทรเห็นตัวกันได้พร้อมกับดูหนังดูละครไปด้วย ก็ต้องพึงรู้ข้อนี้ไว้ด้วย

สำหรับเราแล้ว เราไม่คิดจะเอาของพวกนี้มาไว้ในบ้าน แน่นอน

แล้วพบกัน….


โอเล่

24 กันยา 62

——————–

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

shares