Vestibulum commodo volutpat laoreet
May 8, 2014
อันเนื่องมาแต่ HOMO DEUS
September 18, 2019

ไดอารี่ที่รัก,

วันนี้เป็นวันแรกที่เราเจอะกัน มีหลายเรื่องที่อยากบอก แต่จะพยายามทยอยเล่าให้ฟังทุกวันนะ (ถ้าไม่ขี้เกียจ อิ อิ)

โดยปกติ หัวใจคนเราเต้นอยู่ในราว 60-80 ครั้งต่อนาที

แต่เอ๊ะ! ทำไมของใบเฟิร์น ถึงปาเข้าไปตั้ง 150 หลังจากลงสนามซ้อมวิ่งเมื่อวาน

ดีน๊ะ ที่แฟนเธอเพิ่งซื้อ Apple Watch มาให้เป็นของขวัญวันเกิด ทุกคนจึงรู้ว่าหัวใจเธอเต้นผิดปกติ และเธอก็บ่นอีกว่าเจ็บหลัง

เรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับเธอ เพราะเธอเป็นนักวิ่งระดับ ล่าแต้ม ล่ารางวัล” Workout หรือซ้อมวิ่งทุกเย็น เตรียมร่างกายสำหรับมาราธอนครั้งต่อไป ไม่ว่าจะจัดที่ไหนในโลก เธอต้องไปร่วมเสมอมา

ทว่า คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต

เดชะบุญที่โค้ชเอะใจ พาส่งโรงพยาบาลทันทีทันควัน

หมอห้องฉุกเฉินเห็นข้อมูลปุ๊บ ตรวจเบื้องต้นแล้วสั่งแอ็ดมิดเข้า ICU โดยมิช้า

 

ไม่นาน พวกเราก็ได้ทราบจากปากหมอว่าใบเฟิร์นเกิดภาวะ กล้ามเนื้อลายสลาย” (เออ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินว่ามีโรคนี้ด้วยอะ) คือแบบว่ามันละลายเอาโปรตีนบางชนิด (เช่นไมโอโกลบิน) เข้าไปปะปนในกระแสเลือด ทำให้อวัยวะบางส่วนเกิดขัดข้องหรือไม่ทำงาน และที่เธอปวดหลัง ก็เพราะอาการ ไตวายนั่นเอง

นี่ถ้ามาช้ากว่านี้ ไตอาจเสียหายถาวร หรือเสียชีวิตได้เหมือนกันคุณหมอกล่าว

ใช่ บางทีออกกำลังมากไป ร่างกายก็เกิดความเสียหายได้!

เหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย หรือนิยม Lifestyle ทำนองนี้

 

คิดๆ ไปแล้ว Wearable Devices (ตัวอย่างเช่น Apple Watch) ก็มีประโยชน์ในแง่นี้ เพราะตามสถิติแล้ว โอกาสรอดของคนเป็นโรคหัวใจหลังจากเกิดอาการ จะลดลงประมาณ 7-10% ทุกนาทีที่ผ่านไปโดยไม่ถึงมือหมอหรือไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี หรืออย่างกรณีของอาการเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก (Stroke) นั้น ทุกนาทีที่ผ่านไป เท่ากับคนไข้จะสูญเสียเซลล์สมองไปถึง 2,000,000 เซลล์

ลองจินตนาการถึงวันที่ประเทศเรามี 5G ใช้อย่างทั่วถึง การสื่อข้อมูลจำนวนมากๆ ก้อนใหญ่ๆ เป็นไปอย่างทั่วถึงและ Real Time เครื่องใช้ไม้สอยจำนวนมาก ต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต (ไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์เท่านั้น) ทั้งรถยนต์ ตู้เย็น หม้อหุงข้าว ทีวี หรือแม้กระทั่งข้อมูลสุขภาพ ที่จะได้จาก Wearable Devices ชนิดต่างๆ หรือเซนเซอร์ที่ติดไว้กับตัวคน เพื่อวัดข้อมูลทุกประเภทที่คิดว่าสำคัญ

ป่านนั้น มันคงช่วยเซฟชีวิตคนได้อีกแยะ

ไม่ต้องรอให้เกิดอาการหรือเกิดโรคเสียก่อนค่อยแก้ไข เพราะข้อมูลจำนวนมาก จะส่งแบบเรียลไทม์เข้าไปยังศูนย์สุขภาพตลอดเวลา และผ่านการวิเคราะห์ของโปรแกรมซอฟต์แวร์สมองกลอัจฉริยะหรือ AI (Artificial Intelligence) ก็จะช่วยให้เราเห็นความผิดปกติได้แต่เนิ่นๆ และเมื่อเชื่อมโยงเข้ากับหมอหรือผู้เชี่ยวชาญเก่งๆ วิธีการแบบนี้ย่อมช่วยอีกหลายชีวิตให้รอด

 

ยิ่งข้อมูลมีมากเท่าใด ซอฟต์แวร์มันก็จะยิ่งประมวลและทายผลได้แม่นยำขึ้น เพราะมันสามารถเรียนรู้และสอนตัวมันเองจากข้อผิดพลาดและการเปรียบเทียบจากชุดข้อมูลที่มากขึ้นเรื่อยๆ ได้ตลอดเวลา (อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Machine Learning นั่นเอง)

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “5G”

บางคนยังงงๆ กับคำว่า 5G

เอาเป็นว่า ความหมายง่ายๆ แบบไม่คิดไรมาก “5G” คือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เร็วกว่าปัจจุบัน 100 เท่าโดยประมาณ

โหลดหนัง โหลดเพลง โทรไลน์ เฟสไทม์ อัพเฟส อินสตาแกรม เล่นเกม… ฯลฯ เคยเร็วเท่าไหร่ 5G จะช่วยให้เร็วขึ้นอีก 100 เท่า…จะไม่มีโหลดนาน ติดขัด หรือพูดกับเพื่อนอยู่ดีๆ เสียงหายไปเฉยๆ และอัพคลิปเรือเรียกหน้าเพจ แล้วหมุนๆ ๆ ๆ อีกต่อไป

 

FACEBOOK และ LINE หรือ WHAT’S APP และ INSTAGRAM คงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มี 4G เพราะทุกวินาทีมีคนอัพเสียง ภาพ ข้อมูล คลิป ฯลฯ ปริมาณมหาศาลทั่วโลก

ฉันใดฉันนั้น รถขับเองโดยไม่มีคนขับ (Self-driving Car) อินเทอร์เน็ตออฟติงส์ (IOT) หรือแม้กระทั่ง Tele Medicine คงเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้า “5G” ยังไม่เสร็จ

ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าคนจำนวนมากที่สนใจดูแลสุขภาพ (รวมทั้งคนป่วยที่หมอต้องสังเกตอาการตลอดเวลา) พากันสวมใส่ Wearable Devices และติดเซนเซอร์ เช่นวัดความชุ่มชื้นของผิวหนัง วัดอัตราการเต้นของหัวใจ วัดอัตราการหายใจเข้าออก หรือสังเกตการทำงานของระบบย่อยอาหาร ฯลฯ แล้วรายงานข้อมูลเหล่านี้ไปยังศูนย์สุขภาพหรือโรงพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน และทั้งปีทั้งชาติ…ปริมาณข้อมูลจะมากมายเพียงใด

จำเป็นต้องใช้ 5G

ถึงตอนนั้น เวลาเราไปพบแพทย์ เราคงไม่ต้องกรอกประวัติหรือเอกสารใดๆ อีกแล้ว เพราะข้อมูลทั้งหมดจะอยู่ในรูป EMR คือ Electronic Medical Record ซึ่งแพทย์สามารถใช้ AI Algorithm ตรวจดูจากข้อมูล

Big Data ของตัวเราที่ส่งมาเก็บไว้ตลอดเวลา ได้ว่าเราผิดปกติตรงไหนหรือไม่

ปัจจุบัน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford ได้พัฒนา AI Algorithm ที่สามารถตรวจมะเร็งผิวหนังได้ เทียบเท่ากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง (Dermatologist) สำเร็จแล้ว

 

ต่อไปคงจะมี AI Algorithm ที่สามารถวินิจฉัยโรคได้ทุกๆ ทาง

นอกจากนั้น การมี 5G ยังจะช่วยให้การแพทย์สามารถกระจายออกจากศูนย์กลาง แทนที่ผู้ป่วยจะต้องมาแออัดกันที่โรงพยาบาล บางคนต้องมาปูเสื่อนอนรอตั้งแต่ตีสองตีสาม ก็สามารถอยู่ที่บ้านหรือศูนย์การแพทย์ประจำตำบลหรือหมู่บ้านของตัวเองได้เลย โดยเชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G มายังศูนย์กลาง

คณะแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจะประจำอยู่ที่ศูนย์กลางตลอด 24 ชั่วโมง จะให้คำปรึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถสังเกตอาการผ่านกล้องหรือเครื่องโฮโลแกรม เช็ควัดผลเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ และอ่านผลข้อมูลสัญญาณชีพที่ได้จากเครื่องมือต่างๆ ณ ศูนย์กลางได้เลยแบบ Real Time

 

Remote ICU และการพยาบาลผู้ป่วยติดเตียงแบบทางไกล จะเป็นไปได้แน่นอน

แม้กระทั่งการผ่าตัดอันซับซ้อนโดยใช้หุ่นยนต์ผ่าตัด ณ ตำบลหรือหมู่บ้านห่างไกล โดยผ่านการควบคุมดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่ประจำอยู่ ณ ศูนย์กลาง ก็จะได้เห็นกัน

ทั้งหมดนี้ ไดอารี่ที่รักเชื่อไหม เราได้เห็นกับตาตัวเองมาแล้วที่ Mayo Clinic, Cleveland

ข่าวดีคือ หน่วยงานของรัฐบาลไทยเองก็กำลังจัดทำเรื่อง Tele Medicine ทำนองนี้อยู่เหมือนกัน แต่คงจะทำจากสเกลเล็กๆ ก่อน โดยจะทดลองไปยัง 7 พื้นที่เป้าหมาย และเราก็จะคอยอัปเดตให้ไดอารี่ที่รักได้รับรู้ เป็นระยะๆ น๊ะ

พบกันใหม่พรุ่งนี้จ๊ะ


โอเล่

1 กันยา 62

—————-

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

shares